
อุทาหรณ์ประท้วงยืดเยื้อเศรษฐกิจพังแต่ยังมีความหวัง
...ทีมข่าวต่างประเทศ
เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์การเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในไทย นักวิเคราะห์ต่างประเทศมักแสดงน้ำเสียงวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากไทยเป็นหนึ่งในเสาหลักของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เพียงประเทศเดียวที่อิทธิพลของทหารในวงการเมืองยังมีอยู่สูง ซึ่งหมายความว่าจะไม่สามารถรับประกันได้เลยว่า ไทยจะไม่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดรัฐประหารอีกครั้ง
แต่สถานการณ์ในไทยยังส่งผลกระทบต่อทัศนะของคนภายนอกต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภูมิภาคนี้ถูกมองว่ามีเสถียรภาพ และ
“สงบ” ในระดับหนึ่ง หลังจากเพิ่งผ่านพ้นจุดเปลี่ยนผ่านในช่วงทศวรรษที่ 90 โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย ซึ่งก่อนหน้าที่วิกฤตการเมืองจะระเบิดขึ้น นับเป็นประเทศที่ได้รับการวางตัวให้เป็นผู้นำเศรษฐกิจใหม่แห่งเอเชียอย่างไรก็ตาม ว่าที่ผู้นำเศรษฐกิจใหม่ของเอเชียคงต้องหลุดมือไปจากไทยเสียแล้ว
หากยกตัวอย่างประเทศที่เผชิญกับวิกฤตการเมืองยืดเยื้อในภูมิภาคนี้ จะเป็นอุทาหรณ์สำหรับไทยได้อย่างดีว่า ยิ่งสถานการณ์บานปลาย และไร้วี่แววของทางออก ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ไทยจะต้องสูญเสียไปนั้นจะมีมูลค่ามหาศาลเพียงใด
ฟิลิปปินส์นับเป็นตัวอย่าง
“คลาสสิก” สำหรับกรณีเช่นนี้ในช่วงทศวรรษที่ 5060 ฟิลิปปินส์ถูกมองเป็นความหวังของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในฐานะที่มีความก้าวหน้าในด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี แต่ความหวังดังกล่าวต้องสลายลง เมื่อฟิลิปปินส์จมอยู่กับความผันผวนทางการเมืองและการกุมอำนาจยาวนานของผู้นำเผด็จการและฉ้อฉล
ปัญหาเมื่อ 5 ทศวรรษก่อนแม้มีความเกี่ยวโยงกับยุคปัจจุบันเพียงเล็กน้อย แต่มีส่วนในการทำลายพื้นฐานเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ทุกวันนี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อจะพิจารณาถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์อันเป็นผลมาจากวิกฤตการเมืองยืดเยื้อ ภาพที่เห็นได้ชัดที่สุดคือช่วงระยะเวลาระหว่างการดำรงตำแหน่งของอดีตประธานาธิบดี โจเซฟ เอสตราดา จนถึงการบริหารประเทศของประธานาธิบดี กลอเรีย มาคาปากัล อาร์โรโย
ต้องย้อนความจำกันเล็กน้อยว่า ประธานาธิบดีเอสตราดาหลุดจากตำแหน่งด้วยข้อหาคอร์รัปชัน และประธานาธิบดีอาร์โรโยก้าวขึ้นมารับตำแหน่งแทน ทั้งยังสามารถรักษาเก้าอี้ไว้อย่างเหนียวแน่นถึง 2 สมัยซ้อน ท่ามกลางการชุมนุมประท้วงแบบรายวัน จนถึงแผนการรัฐประหารโค่นล้มอำนาจ จนทำให้ฟิลิปปินส์ห่างไกลจากคำว่าเสถียรภาพ
AYC Consultants บริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจที่มีสำนักงานในกรุงมะนิลา ระบุว่า ในระยะเวลา 9 ปีที่ประธานาธิบดีอาร์โรโยอยู่ในตำแหน่ง นักลงทุนต่างชาติต่างหันหลังให้กับฟิลิปปินส์ และหากเทียบกับประธานาธิบดีทุกคนแล้ว ในสมัยของอาร์โรโยถือเป็นช่วงเวลาที่มีนักลงทุนเข้าประเทศน้อยที่สุด
ภาพที่เห็นได้ชัดก็คือระหว่างปี 25372543 มีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้าฟิลิปปินส์ถึง 588 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่เมื่ออาร์โรโยรับตำแหน่งระหว่างปี 25432551มีเงินไหลเข้าเพียง 340 ล้านเหรียญสหรัฐ
ที่ชัดเจนยิ่งกว่า คือ แม้กระทั่งประเทศที่ด้อยพัฒนาที่สุดในภูมิภาคนี้อย่าง กัมพูชาและติมอร์ตะวันออก ยังมีเงินทุนไหลเข้ามากกว่าฟิลิปปินส์
เหตุผลสำคัญที่ทำให้ฟิลิปปินส์ต้องเผชิญกับหายนะทางเศรษฐกิจเช่นนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะมาตรการด้านภาษีของฟิลิปปินส์ไม่เอื้อต่อการลงทุน แต่ส่วนสำคัญก็คือ ปัญหาความรุนแรงทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมประท้วงกดดันให้อาร์โรโยลาออกจากตำแหน่ง (ทว่าอาร์โรโยยังคงเกาะเก้าอี้อย่างเหนียวแน่น)
ไปจนถึงความรุนแรงของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่เกาะมินดาเนา ทางภาคใต้ของประเทศ รวมถึงกลุ่มกบฏคอมมิวนิสต์ที่ยังปฏิบัติการมายาวนานหลายทศวรรษ
จะเห็นได้ว่า ภาพสะท้อนของฟิลิปปินส์กำลังฉายซ้ำที่เมืองไทยอย่างแทบไม่ผิดเพี้ยน โดยเฉพาะการชุมนุมรายวัน และความรุนแรงทางภาคใต้!
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าไทยจะไม่มีทางออกอย่างง่ายดาย จนต้องจมปลักอย่างฟิลิปปินส์
ก่อนหน้านี้ อินโดนีเซียเคยตกอยู่ในสภาพไม่ต่างจากฟิลิปปินส์และไทย หลังจากขบวนการประชาชนที่นำโดยนักศึกษาได้ทำการโค่นล้มการปกครองของประธานาธิบดีซูฮาร์โต เมื่อปี 2541 ปรากฏว่าอินโดนีเซียตกอยู่ในวงล้อมของการประท้วงรายวัน ตั้งแต่การประท้วงความฉ้อฉลของรัฐบาลชุดต่อมา การประท้วงราคาอาหารที่สูงลิ่ว การประท้วงของสหภาพแรงงาน
สภาพการณ์เช่นนี้ยังผลให้เศรษฐกิจของอินโดนีเซียแทบล่มสลายลงอย่างสิ้นเชิง
ทุกวันนี้อินโดนีเซียยังนับว่าเป็นประเทศที่มีการชุมนุมประท้วงถี่ที่สุดประเทศหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้กระทั่งในวันนี้ชาวอินโดนีเซียนับพันยังหาประเด็นมาประท้วงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย กระทั่งการประท้วงการมาเยือนอินโดนีเซียของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ยังเรียกผู้ชุมนุมได้นับพัน
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อินโดนีเซียได้กลายเป็นความหวังของเอเชียตะวันอกเฉียงใต้ ด้วยอัตราการขยายตัวถึง 6.3% ในปี 2550 ซึ่งเป็นปีที่ทั่วโลกเผชิญกับวิกฤตการเงินและภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่อินโดนีเซียกลับรอดพ้นมาได้ มิหนำซ้ำยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อเดือน ก.พ. ยังขยายตัวมากกว่าปีที่แล้ว 4.4%
อินโดนีเซียสามารถพบทางออกได้อย่างไร?
อันที่จริงแล้วอินโดนีเซียยังไม่อาจหลุดพ้นจากวิกฤตการเมืองด้วยซ้ำ เพราะแม้กระทั่งประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน ยังเผชิญกับกระแสกดดันอย่างรุนแรงในทางการเมือง แต่สิ่งที่ประธานาธิบดีรายนี้ประสบความสำเร็จก็คือ การผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจ ทั้งในเชิงโครงสร้าง และความสัมพันธ์
หมายความว่า มีการปฏิรูปทั้งกระบวนการทางเศรษฐกิจให้มีความลื่นไหล เพื่อรองรับทุนนอกและทุนใน และมีทั้งการปฏิรูปความเชื่อมโยงให้เศรษฐกิจเป็นเอกเทศจากความเคลื่อนไหวทางการเมือง ด้วยเหตุนี้ ขณะที่การเมืองของอินโดนีเซียยังไม่เสถียร แต่เศรษฐกิจกลับยังเคลื่อนไหวได้อย่างราบรื่น
ศรีลังกาก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความหวัง หลังจากเผชิญกับสงครามกลางเมืองมานานกว่าถึง 25 ปีจนเศรษฐกิจชะงักงัน แต่หลังบสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลงเมื่อปลายปีที่แล้ว ปรากฏว่านักท่องเที่ยวแห่แหนมายังศรีลังกากันอย่าง มโหฬารถึง 70% ในช่วงเดือน ก.พ. เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
ไทยที่กำลังเริ่มจมดิ่งลงสู่ความไม่เสถียรทางการเมืองอาจใช้แนวทางของอินโดนีเซียเป็นตัวอย่างในการผลักดันให้ประเทศรอดจากวิกฤตไปได้ และมองศรีลังกาเป็นความหวังให้เชื่อมั่นว่า ถึงเราจะเผชิญกับมรสุมที่ยังไร้วันสงบ แต่เมื่อพายุสงบเมื่อใดวันฟ้าสดใสย่อมปรากฏ
อย่างน้อยในระหว่างความคุกรุ่นทางการเมือง เรายังควรเชื่อมั่น และพยายามประคองความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเอาไว้ได้







