
เจ้าตูบไทยรับกรรมเวียดนามฮิตตุ๋นยาจีน
นับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2554 เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จังหวัดนครพนมบูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องปราบปรามจับกุมขบวนการค้า “สุนัข” หรือ “น้องหมา”
โดย...พัฒนพงษ์ ศรีเพียชัย
นับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2554 เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จังหวัดนครพนมบูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องปราบปรามจับกุมขบวนการค้า “สุนัข” หรือ “น้องหมา” ข้ามชาติอย่างเข้มงวด แต่ปราบปรามอย่างไงก็ไม่หมด กลายเป็นปัญหาบานปลายยากที่แก้ไข เนื่องจากกฎหมายไทยโทษจับปรับจำคุกมันเบา ทำให้แก๊งค้าสุนัขข้ามชาติได้ใจ เมื่อพ้นโทษแล้วก็หวนกลับไปทำซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะค่าตอบแทนมหาศาลจากธุรกิจดังกล่าวถือว่าคุ้มค่ากว่าทำอาชีพอื่นๆ
นครพนมถือเป็นจังหวัดปลายทางสำคัญในการลำเลียงสุนั
ขจากทั่วทุกภูมิภาคของไทย ลงเรือข้ามแม่น้ำโขงผ่านลาวไปขายยังเวียดนาม กลายเป็นสินค้าส่งออกสร้างายได้ให้กับกลุ่มนายทุนมหาศาล คิดเป็นมูลค่าเดือนละไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท หรือปีละกว่า 1,000 ล้านบาท แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะเข้มงวดกวดขันสกัดแก๊งค้าสุนัขข้ามชาติ แต่มีการลักลอบส่งออกต่อเนื่อง โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง เพราะกฎหมายลงโทษไม่รุนแรง เหมือนทำธุรกิจผิดกฎหมายประเภทอื่นๆ คือ จำคุกไม่ถึง 1 ปี และปรับไม่ถึง 5 หมื่นบาท
ทำให้ขบวนการค้าสุนัขข้ามชาติไม่เกรงกลัว มีการลักลอบส่งออกสุนัขอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนายทุน อยู่เบื้องหลังขบวนการค้าสุนัขในเมืองไทย คือ กลุ่มนายทุนจากเวียดนาม โดยจะมาติดต่อทำธุรกิจกับชาว ต.ท่าแร่ อ.เมือง จ.สกลนคร ถือว่าเป็นแหล่งค้าสุนัขรายใหญ่สุดของประเทศไทย จากนั้นได้ว่าจ้างชาวบ้านขับรถกระบะนำครุ ถัง กะละมัง ตระเวนไปแลกสุนัขทั่วประเทศ หรือซื้อด้วยเงินสด จากราคาต้นทุนไม่ถึง 100 บาท จากนั้นนำสุนัขที่แลกได้มารวบรวมไว้บริเวณชายแดนไทยลาว รอส่งออกไปขายยังประเทศเพื่อนบ้าน ราคาสูงถึงตัวละ 5001,000 บาท โดยใช้เส้นทางลำเลียงจาก ต.ท่าแร่ จ.สกลนคร ผ่าน อ.นาหว้า ศรีสงคราม และบ้านแพง จ.นครพนม ถึงชายแดนไทยลาว ก่อนส่งลงเรือข้ามไปขายผ่านชายแดนลาวเวียดนาม ป้อนให้กับร้านอาหารเปิบเมนูพิสดารตุ๋นยาจีนเสริมพลัง ทำให้สุนัขกลายเป็นสินค้าส่งออกที่ทำเงินให้พ่อค้ามหาศาลในแต่ละปี
จุดเริ่มต้นของอาชีพค้าสุนัขของชาว ต.ท่าแร่ จะเริ่มจากชาวบ้านบางส่วนที่หันมายึดอาชีพค้าสุนัขที่ทำกันในครอบครัว หารายได้เสริมหลังเสร็จจากฤดูทำนา ด้วยการขับรถจักรยานยนต์ออกไปตระเวนซื้อสุนัขตามหมู่บ้านมาชำแหละขาย ให้กับลูกค้าที่นิยมบริโภคเนื้อสุนัขนำไปปรุงเป็นเมนูอาหารเปิบพิสดาร เพราะมีราคาถูก และรสชาติอร่อยไม่แพ้เนื้อสัตว์ประเภทวัว ควาย หรือหมู จนกระทั่งชาวบ้านมองว่าน่าจะเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ดี ขณะเดียวกันมีคู่แข่งทางการค้าน้อย
ทำให้อาชีพค้าสุนัขเริ่มขยายวงกว้างจากธุรกิจครอบครัวขนาดเล็ก กลายเป็นธุรกิจการค้าขนาดใหญ่ เนื่องจากมีตลาดจากหลายจังหวัดสั่งซื้อไปขาย จนมีการเพิ่มช่องทางการค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า จากการชำแหละเนื้อขาย เพิ่มเป็นทำเนื้อแห้งแดดเดียว จนถึงระดับส่งออกขายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน กลายเป็นธุรกิจ 100 ล้านบาท ที่สร้างเงินหมุนเวียนสะพัดแบบไม่น่าเชื่อ พ่อค้าสุนัขบางรายร่ำรวยมีเงินหลาย 1001,000 ล้านบาท เพียงในระยะเวลาไม่กี่ปี
ไพรัช ประทุมสุวรรณ ปศุสัตว์จังหวัดนครพนม บอกว่า ปัญหาการลักลอบค้าสุนัขคงยากที่จะหมดไปจากประเทศไทย เนื่องจากผลประโยชน์ตอบแทนมหาศาล ซึ่งธุรกิจค้าสุนัขมีมานานกว่า 20 ปี ทำให้ชีวิตสุนัขไทยสังเวยธุรกิจดังกล่าวจำนวนหลายแสนชีวิต ยิ่งกฎหมายลงโทษจับปรับจำคุกเล็กน้อย ทำให้ขบวนการค้าสุนัขไม่เกรงกลัวกฎหมายไทย ดังนั้นการแก้กฎหมายเพิ่มบทลงโทษ คือ ทางออกสุดท้ายแก้ปัญหาค้าสุนัขข้ามชาติ ซึ่งการจับกุมปราบปรามหลายครั้งที่ผ่านมา ไม่มีใครยืนยันได้ว่าปัญหาการลักลอบค้าสุนัขจะหมดไป เพราะปัจจุบันตลาดเวียดนามสั่งนำเข้าสุนัขจากเมืองไทยไม่อั้นและให้ราคาดี เนื่องจากรสชาติเนื้อสุนัขเลิศรสกว่าชาติอื่นๆ ถึงแม้ศาลจะมีการพิจารณาโทษถึงขั้นจำคุก รวมถึงปรับเป็นเงิน แต่เมื่อเทียบกับผลประโยชน์แล้วถือว่าคุ้มค่ากับการเสี่ยงกระทำผิด
“ดังนั้น ปัญหาการตรวจยึดสุนัข ถือเป็นปัญหาปลายเหตุ และกลายเป็นภาระอันหนักและเพิ่มหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐที่ต้องดูแลรักษาสุนัขให้รอดชีวิตมากที่สุด สิ่งเดียวที่จะสามารถทำได้ คือ การผลักดันแก้ไขกฎหมายเพิ่มโทษเอาผิดทางกฎหมายให้มีความรุนแรงมากขึ้น ไปจนถึงสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนต่อต้านการค้าสุนัขอย่างจริงจัง เพื่อเป็นการตัดวงจร แทนการปราบปรามอย่างที่ผ่านมา” ปศุสัตว์จังหวัดนครพนม ระบุ
ด้าน อนุกูล ตังคณานุกูลชัย ผวจ.นครพนม กล่าวว่า การตรวจยึดสุนัขแต่ละครั้งถือเป็นปัญหาสำคัญในการดูแลระยะยาว เพราะมีจำนวนมากและเป็นภาระของภาครัฐที่ต้องดูแลเลี้ยงดู จึงได้มีการหารือเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาระยะยาว โดยได้เข้าประชุมหารือและยื่นหนังสือต่อปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้สั่งการขอความร่วมมือให้ทุกจังหวัดมีการเข้มงวดปราบปรามจับกุมเกี่ยวกับการขนย้ายสุนัขของขบวนการค้าสุนัข เพื่อเป็นการตัดวงจร จะได้เป็นการตัดปัญหาแต่ต้นเหตุ รวมไปถึงการประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการรณรงค์ให้ประชาชนลดประชากรสุนัขจากการทำหมัน เพื่อเป็นการควบคุมจำนวนสุนัขในชุมชน ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาแต่ต้นเหตุ
นอกเหนือจากการปราบปรามของเจ้าหน้าที่รัฐ เชื่อว่าใช้เวลาในระยะหนึ่งจะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างแน่นอน แต่ต้องขึ้นอยู่กับประชาชนด้วย ส่วนเรื่องการหารือกับประเทศเพื่อนบ้านนั้นคงเป็นเรื่องยาก เนื่องจากการรับประทานเนื้อสุนัขถือเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นของประเทศเพื่อนบ้าน หากมีการขอความร่วมมือที่ขัดแย้งวิถีชีวิต อาจจะส่งผลกระทบตามมา ต้องเป็นการหารือระดับรัฐบาล n







