
น้ำมันสำรองกับการเมือง
บทบรรณาธิการสำนักข่าวบลูมเบิร์กแสดงความเห็นต่อการนำเสนอแนวคิดการแก้ไขปัญหาราคาพลังงานที่แพงในสหรัฐของรัฐบาล
บทบรรณาธิการสำนักข่าวบลูมเบิร์กแสดงความเห็นต่อการนำเสนอแนวคิดการแก้ไขปัญหาราคาพลังงานที่แพงในสหรัฐของรัฐบาล
โดยเฉพาะราคาก๊าซโซลีนที่สูงกว่า 4 เหรียญสหรัฐต่อแกลลอน ด้วยการนำแหล่งน้ำมันสำรองของประเทศที่เก็บไว้ใต้ดินกว่า 727ล้านบาร์เรล ออกมาใช้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐใกล้เข้ามาถึงในอีกไม่กี่เดือนต่อจากนี้
บลูมเบิร์กให้เหตุผลว่าน้ำมันสำรองควรที่จะถูกนำมาใช้ในสถานการณ์ที่ฉุกเฉิน หรือเกิดภาวะการขาดแคลนอย่างรุนแรงจริงๆ เท่านั้น ซึ่งสถานการณ์ในปัจจุบันก็ยังไม่รุนแรงเข้าขั้นที่ขาดแคลน โดยยืนยันได้จากแถลงการณ์ขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ที่ชี้ว่าขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นในการนำน้ำมันสำรองออกมาใช้
อีกทั้งการที่ราคาพลังงานแพงก็เป็นผลพวงจากการคว่ำบาตรการซื้อน้ำมันจากอิหร่าน การระเบิดของโรงกลั่นน้ำมันในเวเนซุเอลา และการเข้ามาของพายุเฮอริเคนไอแซค ในอ่าวเม็กซิโก ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันถึง 6.7% ของประเทศ ต้องปิดตัวลงชั่วคราวเพื่อหลบเลี่ยงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น
นอกจากนี้ การนำพลังงานสำรองออกมาใช้ก็ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพเลย เนื่องจากในอดีตสหรัฐขายน้ำมันที่เก็บไว้ 30 ล้านบาร์เรล ออกมาในช่วงกลางปี 2554 เพื่อแก้ปัญหาน้ำมันขาดแคลนพร้อมกัน 27 ประเทศที่เป็นสมาชิกไออีเอ ในเวลานั้นที่เกิดภาวะสงครามกลางเมืองในลิเบีย ทว่าต่อมาไม่นานราคาก๊าซโซลีนก็กลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ลดลงไปได้เพียงแค่ 2%
ดังนั้น บลูมเบิร์กสรุปปิดท้ายว่า แม้จะเข้าใจได้ดีถึงสาเหตุที่รัฐบาลพยายามเสนอแนวคิดการนำพลังงานสำรองมาใช้เนื่องจากกังวลว่า พรรครีพับลิกันจะนำประเด็นด้านราคาพลังงานที่สูงมาโจมตี แต่นั่นไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เพราะเป็นเหตุผลด้านการเมืองและต้องยอมรับในความเป็นจริงว่าไม่มีรัฐบาลไหนที่สามารถเปลี่ยนแปลงราคาพลังงานที่ขึ้นลงตามกฎความต้องการเสนอซื้อและขายได้







