
ความแตกต่าง
ความเป็นไปทั้งหลายในชีวิตของมนุษย์ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงมนุษย์รูปใดนามหนึ่งเท่านั้น หากแต่เป็นมนุษย์โดยรวม และไม่ได้หมายให้คำว่ามนุษย์ คือ ผู้มีใจสูง
ความเป็นไปทั้งหลายในชีวิตของมนุษย์ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงมนุษย์รูปใดนามหนึ่งเท่านั้น หากแต่เป็นมนุษย์โดยรวม และไม่ได้หมายให้คำว่ามนุษย์ คือ ผู้มีใจสูง
ดังที่ท่านพุทธทาสภิกขุท่านเคยได้กล่าวเอาไว้ว่า เป็นมนุษย์เป็นได้ที่ใจสูง ถ้าใจต่ำก็เป็นได้แต่เพียงคน หากแต่มุ่งหมายคำว่า “มนุษย์” ให้หมายถึง เผ่าพันธุ์หนึ่งหรือชนิดพันธุ์ (Species) หนึ่งเท่านั้น เป็นสิ่งที่ในมุมหนึ่ง น่าสนใจ ในอีกมุมหนึ่ง น่าเบื่อ
หลายท่านคงจะเห็นมุมที่น่าเบื่อมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการการเมือง ซึ่งอาจจะไม่ใช่เพียงแค่วงการการเมืองเมืองไทยเท่านั้น หากแต่อาจจะเป็นวงการการเมืองของทุกประเทศ หรือแม้กระทั่งวงการการเมืองระหว่างประเทศ
เนื่องจากเท่าที่พวกเราพบเห็นมา จะมากบ้าง น้อยบ้าง ก็ตามแต่วิวัฒนาการในทางที่ดีของมนุษย์ทั้งหลาย ทั้งที่ได้เป็นผู้แทนของราษฎรในประเทศของตนหรือในเวทีระหว่างประเทศ และที่เป็นราษฎรของประเทศทั้งหลายจะมีมาก น้อย แค่ไหน หากมีมาก เราก็จะพบเห็นสิ่งที่ดีมาก หากมีน้อย เราก็จะพบเห็นสิ่งที่ดีน้อย
ความน่าเบื่อก็คงจะแปรผันแบบผกผัน (Reverse Variation) กับวิวัฒนาการ นั่นคือ วิวัฒนาการในทางที่ดีมีมาก ความน่าเบื่อก็มีน้อย วิวัฒนาการในทางที่ดีมีน้อย ความน่าเบื่อก็มีมาก ซึ่งสิ่งที่น่าแปลกใจประการหนึ่งก็คือ มนุษย์เรามีความสามารถที่จะทำให้สิ่งที่ดีที่ได้รับมอบมาจากธรรมชาติ หรือความเป็นไปตามธรรมชาติที่ดี กลายเป็นสิ่งที่เลวหรือก่อให้เกิดปัญหากับมวลมนุษยชาติไปได้อย่างน่าฉงน
ความแตกต่าง เป็นสิ่งหนึ่งที่ธรรมชาติได้มอบมาให้กับมนุษย์ทุกรูปทุกนาม และมนุษย์โดยรวม บรรดามนุษย์เราทั้งหลาย ไม่มีใครเหมือนใคร เครื่องพิสูจน์ปรัชญาและทฤษฎีความไม่เหมือนกันหรือความแตกต่างนั้นง่ายดายมาก
พวกเราทุกคน ไม่ว่าจะกี่พันล้านคนบนโลกนี้ ต่างก็มีเส้นลายมือที่ไม่เหมือนกัน หรือต่างกัน นอกจากนั้น ไม่ว่าเราจะหน้าเหมือนกัน หรือมีความคิดในเรื่องใดที่โน้มเอียงไปในทางเดียวกันก็ตาม เอาเข้าจริงๆ แล้ว ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว หรือมีความแตกต่างกันอยู่ในระดับที่โดยทั่วไปแล้วสามารถวัดได้ว่าแตกต่างกัน
ทำไมถึงต้องพูดเรื่องความแตกต่าง
ความแตกต่างนั้นทำให้เกิดความหลากหลาย (Diversity) เมื่อมีความหลากหลาย วิวัฒนาการก็สามารถเกิดขึ้นได้มาก และสภาวะแวดล้อมต่างๆ ก็มีโอกาสที่จะเจริญเติบโตงอกงามได้
ยกตัวอย่างเช่น หากเรามีพืชมากมายหลายชนิด เมื่อเราต้องการที่จะผสมพันธุ์ให้ได้ชนิดใหม่ๆ ขึ้นมา เราก็มีทางเลือกมากมายที่จะนำมาผสมกัน แม้กระทั่งในธรรมชาติของเขาเอง เนื่องจากเขาจะต้องเรียนรู้ที่จะคงอยู่ในโลกร่วมกันให้ได้ จึงจำเป็นที่จะต้องใช้ประโยชน์จากความหลากหลายให้มากที่สุด
จริงอยู่ที่ในความแตกต่างอันนำมาซึ่งความหลากหลายนั้น ก็มีความโหดร้ายซ่อนอยู่ ในกระบวนการวิวัฒนาการ สิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ ก็แก่งแย่งกันอยู่พอสมควร จนกระทั่งก็ล้มหายตายจากกันไปมาก และในกระบวนการดำรงชีวิตอันแตกต่างกัน แม้จะนำมาซึ่งความหลากหลาย แต่ก็ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตที่ต้องล่ากัน ต้องทำลายชีวิตกัน เพื่อให้ตนเองรอดชีวิตอยู่ได้ ซึ่งนั่นก็เป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของธรรมชาติ
มนุษย์เราก็เช่นเดียวกัน เราก็จะต้องผ่านกระบวนการวิวัฒนาการ เช่นเดียวกันกับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ เหมือนกัน แต่ในระบบวิวัฒนาการ (Evolutionary System) นั้น เราจะพบว่าความแตกต่างที่นำมาซึ่งความแก่งแย่งและกระทำบนพื้นฐานของความเห็นแก่ตัว (Selfishness) อันไม่มีที่สิ้นสุดนั้น สุดท้ายจะนำมาซึ่งความล่มสลาย
แต่ความแตกต่างที่นำมาซึ่งการแลกเปลี่ยนและพัฒนาร่วมกัน และกระทำบนพื้นฐานของความไม่เห็นแก่ตัวหรือเห็นอกเห็นใจกัน (Altruistic) อันไม่มีที่สิ้นสุดนั้น สุดท้ายจะนำมาซึ่งสันติสุขได้
หากเราเรียนรู้มนตราของความแตกต่างได้อย่างลงตัว เราก็จะรู้ว่ามันไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเราแต่ละคนต้องแบ่งแยกออกจากกัน โดยไม่สามารถมีจุดร่วมกันได้เลย และไม่ได้ทำให้พวกเราต้องพยายามหาแต่ความแตกต่างที่น้อยกว่าเพื่อที่จะรวมกันแล้วกีดกันพวกที่แตกต่างมากกว่าออกไป
ในสภาวะความเป็นไปของโลก มนุษย์เราอาจจะอยู่แยกกันอยู่บ้างบนพื้นฐานของความแตกต่าง แต่บนเส้นทางแห่งวิวัฒนาการที่พวกเราผ่านกันมา และจะต้องผ่านกันต่อไปนั้น เราคงจะไม่จำเป็นที่จะต้องดำรงอยู่ด้วยการห้ำหั่นกันบนพื้นฐานของความแตกต่าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความแตกต่างทางความคิด ซึ่งอันที่จริงอาจจะไม่ได้มีผลต่อสภาพความอยู่รอดแท้จริง (Actual Survivability) ของมนุษย์เราเลยก็ได้
ความแตกต่างนั้นงดงาม ขอให้มนุษย์เราใช้ให้เป็น ประเทศที่เราอาศัยอยู่ก็จะสดใสได้ไม่ยาก
ฝากกันเอาไว้ที่พวกเราทุกคนนะครับ







