posttoday
กสทช.ส่อแววตีกันแหลก

กสทช.ส่อแววตีกันแหลก

24 สิงหาคม 2555

อัดสุภิญญาทวีตโจมตีมติบอร์ดเจ้าตัวยืนยันไม่ผิดจริยธรรมแน่

อัดสุภิญญาทวีตโจมตีมติบอร์ดเจ้าตัวยืนยันไม่ผิดจริยธรรมแน่

สลดใจ กสทช.ตีกันเอง กรรมการ กสทช.ทวงถามจริยธรรม สุภิญญา โพสต์โซเชียลมีเดียเกินเหตุ

นายสุทธิพล ทวีชัยการ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะกรรมการ (บอร์ด) กสทช.หลายท่านเริ่มหารือกันอย่างจริงจังเกี่ยวกับการกระทำที่ไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับจริยธรรมการเป็น กสทช.บางท่าน กรณีการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย มากเกินความจำเป็น รวมถึงการโพสต์ข้อความที่เป็นแง่ลบต่อการทำงานของ กสทช.

ทั้งนี้ เป็นที่ชัดเจนว่า น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ หรือ กสท. ด้านคุ้มครองผู้บริโภค ใช้งานโซเชียลมีเดียมากที่สุด โดยทวีตผลการประชุมต่างๆ และเลือกที่จะทวีตในความเห็นของตัวเอง ซึ่งเป็นข้อมูลเสียงข้างน้อยและขัดแย้งกับมติบอร์ด เห็นได้ชัดเจนจากเมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา หลังการประชุมบอร์ดชุดใหญ่ที่ น.ส.สุภิญญา ไม่เห็นด้วยมติหลักเกณฑ์การประมูลใบอนุญาตให้บริการ หรือไลเซนส์ 3จี 2.1 กิกะเฮิรตซ์

“กทช.ชุดที่แล้วได้เขียนจริยธรรมของการทำหน้าที่ตรงนี้ไว้แล้ว และจริยธรรมถือเป็นเรื่องสำคัญ รวมทั้งการมาทำหน้าที่กสทช.มีความเสี่ยงอยู่แล้ว ดังนั้น ถ้ากลัวก็อย่ามาเป็นบอร์ด กสทช. เพราะการเป็นบอร์ดต้องคำนึงถึงมติบอร์ดเสียงข้างมาก ต้องรับผิดและรับชอบร่วมกัน ไม่ใช่คิดแต่จะรับชอบอย่างเดียว การเป็นบอร์ดเห็นแตกต่างกันได้ แต่ไม่ควรนำไปสู่ความแตกแยก” นายสุทธิพล กล่าว

ด้าน น.ส.สุภิญญา กล่าวว่า การใช้โซเชียลมีเดียเพื่อเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบ ถือเป็นการแสดงจริยธรรมอย่างหนึ่ง และเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่แสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่ไม่ได้หมายถึงการไม่ยอมรับในมติเสียงข้างมาก และยืนยันว่ายังคงใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางในการเผยแพร่ข้อมูลต่อไป

“เสียงข้างน้อยก็ต้องมีพื้นที่ยืนบ้าง เพราะจะให้ทุกคนมีความเห็นเหมือนกันหมดก็คงไม่ใช่ ซึ่งหากบอร์ดท่านใดไม่เห็นด้วยก็ควรเล่นโซเชียลมีเดียเพื่อแสดงข้อมูลฝั่งของตัวเอง” น.ส.สุภิญญา กล่าว

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน