posttoday
อาหารโลกไม่มีวันถูกตลาดเก็งกำไรแห่ขยายอาณาจักร

อาหารโลกไม่มีวันถูกตลาดเก็งกำไรแห่ขยายอาณาจักร

24 สิงหาคม 2555

เคลื่อนไหวในตลาดทุนที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งในช่วงนี้ คือ ซีเอ็มอี กรุ๊ป อิงก์ (ซีเอ็มอี)

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

เคลื่อนไหวในตลาดทุนที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งในช่วงนี้ คือ ซีเอ็มอี กรุ๊ป อิงก์ (ซีเอ็มอี) หรือตลาดสินค้าล่วงหน้าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในนครชิคาโก สหรัฐ ได้ดำเนินการขออนุญาตเพื่อเตรียมเปิดตลาดสินค้าล่วงหน้าแห่งใหม่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยจะขยายตลาดตราสารอนุพันธ์ในฝั่งยุโรป เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าใหญ่ในสัดส่วนกว่า 20% ของซีเอ็มอี ซึ่งหากได้รับไฟเขียว ซีเอ็มอีก็จะเริ่มเปิดตลาดใหม่แห่งนี้ได้ภายในช่วงกลางปี 2556

แม้ทางซีเอ็มอีจะเปิดเผยว่า ต้องการซื้อขายเบื้องต้นไปที่ค่าเงินล่วงหน้า (ฟอเรกซ์) ก่อน แต่หลายฝ่ายก็มองว่าในที่สุดแล้ว ซีเอ็มอีอาจดำเนินการเปิดซื้อขายสินค้าล่วงหน้าอื่นๆ อาทิ สินค้าเกษตร น้ำมัน โลหะ และสินค้าอื่นๆ เหมือนกับในตลาดที่ชิคาโก

เท่ากับว่าตลาดเก็งกำไรสินค้าล่วงหน้าเช่นนี้ มีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสะท้อนสัญญาณอย่างหนึ่งออกมาให้เห็นก็คือ “ราคาอาหารโลก” จะไม่มีวันถูกลงอีก

แน่นอนว่าการเก็งกำไรสินค้าเกษตรในตลาดล่วงหน้า ไม่ใช่ปัจจัยทั้งหมดที่ทำให้ราคาสินค้าเกษตรทั่วโลกแพงขึ้น เพราะยังมีปัจจัยสำคัญเรื่องดีมานด์ซัพพลาย สภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวน และการนำสินค้าเกษตรส่วนหนึ่งไปผลิตเป็นไบโอดีเซล แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า การเก็งกำไรสัญญาซื้อขายล่วงหน้า คือปัจจัยสำคัญที่ดันให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (คอมโมดิตี) พวกนี้ถีบตัวสูงขึ้น และอาจเป็นปัจจัยกำหนดราคาที่มีอิทธิพลมากกว่าดีมานด์ซัพพลาย ตามตำราเศรษฐศาสตร์ที่เคยร่ำเรียนกันมาด้วยซ้ำไป

กรณีเปรียบเทียบที่ช่วยให้เห็นภาพเข้าใจง่ายที่สุดก็คือ “น้ำมัน” และ “ทองคำ” ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์เช่นเดียวกับสินค้าเกษตร

ปัจจุบันปัจจัยกำหนดราคาน้ำมันของโลก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องดีมานด์ซัพพลายตามปกติเป็นหลักอีกต่อไป แต่ยังเป็นผลจากการเก็งกำไรสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และปัจจัยเรื่องค่าเงินที่เป็นตัวกำหนดการซื้อขาย โดยเฉพาะเมื่อเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง ก็จะมีแรงซื้อสัญญาน้ำมันล่วงหน้าเพิ่มมากขึ้นทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่เงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้น มักจะทำให้ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลดลง

กรณีที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือการปั่นเก็งกำไรสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าในปี 2551 หรือก่อนที่จะเกิดภาวะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์และความระส่ำของตลาดการเงินในสหรัฐ ซึ่งทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์แทบทุกชนิดปรับตัวขึ้นสูงสุดทุบสถิติโดยปราศจากพื้นฐานรองรับที่มีเหตุผลเพียงพอ

ปัจจุบันราคาสินค้าเกษตรที่กำลังพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา อาทิ ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง และธัญพืช จากปัญหาภัยแล้งครั้งรุนแรงทั้งในสหรัฐและในบางประเทศเกษตรกรรมสำคัญของโลกนั้น เริ่มทำให้มีกระแสกังวลกันขึ้นมาว่า อาจจะนำไปสู่วัฏจักรเดิมๆ ของการปั่นเก็งกำไรอีกครั้ง

ไฟแนนเชียล ไทมส์ ได้รายงานว่า ขณะนี้มีกลุ่มล็อบบี้ยิสต์ฝ่ายต่อต้านการเก็งกำไรสินค้าเกษตรราว 25 กลุ่ม ได้เริ่มเคลื่อนไหวเพื่อกดดันให้บรรดารัฐบาลในยุโรป จำกัดการซื้อขายสินค้าเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์บางรายการในตลาดสินค้าล่วงหน้าแล้ว ก่อนที่ยุโรปกำลังจะออกรายงานคู่มือตลาดการเงิน (มิฟิด) ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้

อาหารโลกไม่มีวันถูกตลาดเก็งกำไรแห่ขยายอาณาจักร

 

“ราคาอาหารกำลังปรับตัวสูงขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาวะภัยแล้งในสหรัฐและการผลิตพลังงานชีวภาพ แต่เรากลัวว่าการเก็งกำไรจะยิ่งผลักดันให้ราคาอาหารโลกยิ่งแพงขึ้น และหากไม่รีบดำเนินการตั้งแต่ตอนนี้ เราอาจต้องเผชิญวิกฤตการณ์ราคาอาหารโลกตามมาอีกครั้งในเร็วๆ นี้ก็เป็นได้” อานน์ แวน ชาอิค เจ้าหน้าที่ด้านการเงินของกลุ่มเคลื่อนไหวจับตาราคาอาหารโลก เฟรนด์ ออฟ ดิ เอิร์ธ ยุโรป กล่าวกับไฟแนนเชียล ไทมส์

ปัจจัยที่น่ากังวลก็คือ นอกจากราคาสินค้าเกษตรจะแพงขึ้นจากปัจจัยพื้นฐานเรื่องสภาพดินฟ้าอากาศ ที่อาจทำให้ผลผลิตตกต่ำลงแล้ว ราคาที่แพงขึ้นก็ยังมาจาก “ความกลัว” ที่ถูกปลุกขึ้นและนำไปสู่การแห่เก็งกำไรในตลาดซื้อขายล่วงหน้า

ขณะนี้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ได้ปรับตัวสูงขึ้นถึง 21% แล้วภายในเวลาแค่ 2 เดือน จากราคาต่ำสุดเมื่อเดือน มิ.ย. โดยมีสินค้าหลายชนิดทำราคาสูงสุดครั้งใหม่ อาทิ ข้าวโพด ซึ่งมีราคาถีบตัวสูงขึ้นถึง 66% นับตั้งแต่กลางเดือน มิ.ย.

ทิศทางราคาอาหารแพงและความกังวลต่อกระแสการเก็งกำไรว่าจะกลับมาซ้ำรอยปี 2551 นั้น เริ่มทำให้สถาบันการเงินบางรายตัดสินใจถอนตัวจากการเก็งกำไรในสินค้าเกษตรแล้ว อาทิ ธนาคารคอมเมิร์ซแบงก์ ซึ่งเป็นธนาคารรายใหญ่สุดอันดับ 2 ในเยอรมนี ขณะที่ก่อนหน้านี้ธนาคารดอยช์แบงก์ ก็ประกาศจะไม่ลงทุนเพิ่มในการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าเช่นกัน ซึ่งมีการมองกันว่า ธนาคารเหล่านี้เป็นห่วงภาพลักษณ์ว่าจะถูกโยงเข้าสู่การปั่นราคาสินค้า เหมือนวิกฤตการณ์อาหารโลกเมื่อปี 2551 ซึ่งบรรดาธนาคารขนาดใหญ่ อาทิ โกลด์แมน แซคส์ และเจพีมอร์แกน เชส ต่างถูกกล่าวหาว่าแรงซื้อมหาศาลจากธนาคารเหล่านี้ มีส่วนสำคัญที่ช่วยปั่นการเก็งกำไรราคาอาหารให้แพงขึ้น

บทเรียนเมื่อ 4 ปีก่อนนั้น ทำให้หน่วยงานภาครัฐเริ่มตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจังมากขึ้น อาทิ โดยเฉพาะรัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ซึ่งได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง และนำมาสู่การออกกฎหมายปฏิรูปการเงิน ดอดด์แฟรงค์ ซึ่งหนึ่งในบทบัญญัติที่สำคัญ คือการจำกัดปริมาณการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดล่วงหน้า

อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติหลายข้อนั้นยังคงเผชิญการต่อต้านอย่างหนักจากกลุ่มล็อบบี้ยิสต์ของวอลสตรีต จนยังไม่สามารถบังคับใช้เป็นกฎหมายได้ อาทิ ข้อกำหนดให้คณะกรรมาธิการกำกับดูแลการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (ซีเอฟทีซี) ตั้งกรอบจำกัดการซื้อขายสัญญาล่วงหน้า (ฟิวเจอร์ส) และตราสารแลกเปลี่ยน (สวอป)

ขณะที่การเตรียมลุยตลาดยุโรปของซีเอ็มอี ก็เป็นบทสะท้อนด้านหนึ่งได้เป็นอย่างดีว่า ตลาดตราสารอนุพันธ์และตลาดซื้อขายสินค้าล่วงหน้านั้น มีแต่จะขยายตัวขึ้นตามดีมานด์ของนักลงทุน

ข้อมูลของบาเคลย์ แคปิตอล ระบุว่า ปริมาณเงินลงทุนในตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้านั้น มีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกปี โดยการลงทุนในตลาดตราสารอนุพันธ์ทั่วโลกนั้นมีวงเงินถึงปีละ 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์นั้น ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา

ทิศทางราคาอาหารโลกในวันนี้และวันข้างหน้า จึงอาจไม่ได้อยู่ในกำมือของผู้ผลิตที่แท้จริงอีกต่อไป

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน