
อักลี่ อเมริกา
การเมืองไทยวันนี้ เมื่อการเมืองเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน คดีก็เปลี่ยน แต่ถวิลไม่เคยเปลี่ยนสี ไม่เหมือนกับใครบางคน
โดย...ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์
การเมืองไทยวันนี้ เมื่อการเมืองเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน คดีก็เปลี่ยน แต่ถวิลไม่เคยเปลี่ยนสี ไม่เหมือนกับใครบางคน ด้านความสัมพันธ์กับสหรัฐก็เช่นกัน เมื่อรัฐบาลเปลี่ยน การเมืองเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน ความสัมพันธ์ก็ต้องปรับเปลี่ยนกันใหม่ ฉะนั้นอย่าไปเรียกร้องหามาตรฐานจากอเมริกาเลย
ไม่ต้องดูอื่นไกล แค่เปรียบเทียบระหว่างทูตอเมริกันสองคนที่ถูกส่งมาจากประธานาธิบดีคนเดียวกัน ก็เห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน จากรายงานของทูต อีริค จี จอห์น ซึ่งมาประจำไทยช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ที่วิกิลีกส์เอามาเปิดโปง เขาเสนอรัฐบาลอเมริกันให้ถอนวีซ่าและไม่ให้วีซ่ากับคุณทักษิณ เพราะขาดคุณสมบัติ เนื่องจากถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับการก่ออาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับความเลวทรามต่ำช้าทางศีลธรรม ก่อให้เกิดความไม่สงบและกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวข้องกับการจลาจล จนมีหมายจับ 2 ฉบับ อีกทั้งรัฐบาลไทยได้เพิกถอนหนังสือเดินทางของคุณทักษิณตั้งแต่วันที่ 12 เม.ย. 2552
เมื่อประเมินแล้วว่าพรรคเพื่อไทยจะเป็นรัฐบาล สหรัฐได้เปลี่ยนตัวทูตโดยทันที โดยย้าย คริสตี เอ. เคนนีย์ จากฟิลิปปินส์มาไทยเพื่อประกบกับนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย ซึ่งเป็นเรื่องปกติทางการทูต นางทูตท่านนี้เมื่อเข้ามาอยู่ในเมืองไทยไม่เท่าไร ก็ทำเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจคนไทยจนต้องมีการประท้วงผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งน่าจะทำให้นางได้รู้ตัวบ้าง เมื่อการเมืองเปลี่ยน ท่าทีของสหรัฐก็เปลี่ยน คุณทักษิณได้หนังสือเดินทางไทยคืน สหรัฐก็ออกวีซ่าให้นางทูตคริสตีชี้แจงคนประท้วงว่า การออกวีซ่าเข้าสหรัฐเป็นอำนาจของทางการสหรัฐ ทำนองต้องการจะบอกว่า นี่คืออธิปไตยของสหรัฐๆ ส่วนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามสนธิสัญญาที่มีต่อกันนั้น นางบอกว่าต้องเริ่มต้นจากรัฐบาลไทย ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง เพราะหากรัฐบาลไทยไม่เริ่ม สหรัฐก็ทำอะไรไม่ได้ การที่นางพูดเช่นนี้อย่างมั่นอกมั่นใจ เพราะนางรู้ดีว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่มีทางที่จะขอให้สหรัฐจับตัวคุณทักษิณส่งกลับคืนมาให้ไทยแน่นอน
ประธานาธิบดีโอบามาก็มีท่าทีก็เปลี่ยนไป สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจกันระหว่างกลุ่มทุนด้วยกัน โดยมีผลประโยชน์ต่างตอบแทนด้านพลังงานที่น่าจะพูดกันได้ง่ายกว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์
คนไทยจำนวนไม่น้อยที่ไม่พอใจท่าทีของสหรัฐ และเรียกร้องหามาตรฐานของสหรัฐ เรื่องนี้ต้องเข้าใจว่า สหรัฐนั้นไม่ใช่มีแค่สองมาตรฐานเท่านั้น แต่มีหลายมาตรฐาน ขึ้นอยู่กับความพอใจว่ามาตรฐานใดจะให้ประโยชน์สูงสุดกับตนเอง และมาตรฐานมีไว้สำหรับข่มขู่ จัดการกับคนอื่นเป็นสำคัญ สหรัฐทำให้คนอื่นคิดแบบตัว เชื่อในสิ่งที่สหรัฐคิด ทำตามแบบที่สหรัฐทำ “การจัดระเบียบโลกใหม่” หลังสงครามเย็นเป็นเรื่องที่นักยุทธศาสตร์อเมริกันสร้างขึ้นมาให้คนอื่นคิดตาม เช่นเดียวกับกระแส โลกาภิวัตน์ ธรรมาภิบาล โลกาภิบาล เศรษฐโลกาภิบาล หลักการประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน การคอร์รัปชัน สิ่งแวดล้อม แรงงานเด็ก แรงงานทาส ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่สิ่งเหล่านี้ถูกใช้เป็นมาตรการจัดการกับประเทศที่ขัดผลประโยชน์ของสหรัฐด้วย ที่เรียกว่า “มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี” และใช้สถาบันจัดลำดับ สถาบันตรวจสอบที่ตัวเองคุมได้เป็นเครื่องมือกดดัน ลดความน่าเชื่อถือ สิ่งใดที่รัฐบาลทำไม่ได้ก็ใช้ให้กลุ่มเอ็นจีโอทำ
รัฐบาลและคนอเมริกันถือเอา “ผลประโยชน์ของชาติ” มาเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง เขาพร้อมที่จะฆ่าเพื่อนสนิทได้หากชาติของเขาได้ประโยชน์ คงจำกันได้ว่า ครั้งหนึ่งไทยร่วมมือกับสหรัฐในการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ ถึงกับยอมให้สหรัฐใช้ไทยเป็นฐานทัพในการไปถล่มเพื่อนบ้าน ส่งทหารไปร่วมรบในเวียดนาม ทำสงครามตัวแทนในลาว แต่สหรัฐไม่ยอมบอกไทยล่วงหน้าว่าจะถอนตัวออกจากเวียดนาม ปล่อยให้มิตรสนิทเช่นไทยเผชิญชะตากรรมตามลำพังโดยไม่สนใจไยดี เพราะคิดว่าในที่สุดไทยก็คงเป็น “โดมิโน” ตัวต่อไป ดีแต่ว่าไทยสามารถเอาตัวรอดมาได้โดยจีนช่วยเหลือ
สหรัฐพูดเสมอว่า ไทยคือ “มิตร” หรือ “พันธมิตร” เก่าแก่ อเมริกันตีความคำว่ามิตรว่า คือ คนที่ทำตามที่อเมริกันต้องการ หรือให้ประโยชน์กับอเมริกันเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ เมื่อสหรัฐบอกว่าไทยเป็นพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐ ก็หมายถึงว่า เป็นลูกน้องที่สหรัฐสั่งได้มาโดยตลอด คนไทยอย่าไปเรียกร้องหรือหา “ความจริงใจ” จากสหรัฐ เพราะสหรัฐสะกดคำนี้ไม่เป็น ทุกอย่างอยู่ที่ผลประโยชน์เป็นสำคัญ ซีไอเอเคยล้มรัฐบาลไทยมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง เพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐ
ตัวแทนของสหรัฐในไทยหลายคนไม่เคยมีประสบการณ์หรือความรอบรู้เกี่ยวกับเอเชียมาก่อน หลายคนย้ายมาจากละตินอเมริกา หรือจากแอฟริกามาไทย คนเหล่านี้ชินกับการใช้คำสั่งกับคนในเขตอิทธิพลของตน หรือกับคนแอฟริกัน บางทีเผลอเอามาใช้กับคนไทย หลายคนกำหนดท่าทีมาแบบ “ใหญ่” หรือคิดว่าตัวเอง “เหนือกว่า” พวกเขาเชื่อมั่นใน “พลังอำนาจ” ของสหรัฐ ซึ่งเป็นอภิมหาอำนาจของโลก และเชื่อมั่นในอำนาจทุนของเขา
ตัวแทนสหรัฐที่มาประจำในไทยเพื่อทำงานร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยโดยอ้าง “ผลประโยชน์ด้านความมั่นคงร่วมกัน” นั้น หลายคน “มาแบบใหญ่ มาแบบนาย” และมองคนไทยเหมือนกับลูกน้อง การทำงานร่วมก็คล้ายกับเป็นการสั่งให้คนไทยทำ แทนที่มาในฐานะมิตรที่มีสถานะเท่าเทียมกัน ให้เกียรติเจ้าของบ้าน และร่วมกันคิด ร่วมกันทำ แต่กลับทำตัวแบบ “ชั้นบน” และมองเจ้าของบ้านเป็น “ชั้นล่าง” ไม่ยอมแบ่งปันข้อมูลที่ตนเองได้ แต่จะเอาทุกอย่างจากฝ่ายไทย บางคนสามารถย้ายเจ้าหน้าที่ไทยที่ไม่ทำตามความต้องการของตนได้ ข่มขู่คนไทยจนเป็นที่เกลียดชังของเจ้าหน้าที่ไทยทุกคน อย่างไรก็ดีเจ้าหน้าที่อเมริกันที่ดีๆ ก็มีมาก แต่ที่ว่าทำดีกับคนไทยนั้น หากวันรุ่งขึ้นนโยบายจากวอชิงตันเปลี่ยนไป เขาก็แทบทำตัวไม่รู้จักเพื่อนคนไทยด้วยซ้ำ การสนับสนุนที่เคยมีมาก็แทบจะยุติลงในทันที
สุดท้ายและท้ายสุดก็ต้องโทษคนไทยด้วยกันเองที่ตกเป็นทาสเงินของอเมริกัน โดยไม่คิดถึงผลประโยชน์ของชาติและศักดิ์ศรีของความเป็นไทย







