
จำกัดความเสี่ยงลงทุนนอก
....ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์
บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท กล้าคิดที่จะออกไปลงทุนต่างประเทศ โดยเริ่มจากอินเดีย เวียดนาม และมัลดีฟส์ เพราะเชื่อว่ามีวิธีจำกัดความเสี่ยงในการลงทุน ที่ทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าความล้มเหลวดังนี้
ประการแรก ความมั่นใจว่า พฤกษา มีจุดแข็งที่ทำให้มีความได้เปรียบในการแข่งขัน ที่แตกต่างจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ทั่วไปคือ พฤกษา เป็นทั้งผู้รับเหมาก่อสร้างและผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ด้วย และบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่เป็นบริษัทย่อยของเราได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่เรียกว่า “Pruksa Precast” มาใช้ทำให้ระยะเวลาจากวันที่ลูกค้าจอง จนถึง ณ วันโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยให้กับลูกค้า ปัจจุบันใช้เวลาเพียง 90 วัน ส่งผลให้วงจรธุรกิจ (Business Cycle) ของเราหมุนเวียนได้เร็วกว่าผู้ประกอบการรายอื่น
ประการที่สอง พฤกษา มีขนาดธุรกิจที่ใหญ่พอที่จะขยายไปต่างประเทศ ด้วยขนาดยอดขายปัจจุบันที่สูงที่สุดในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย
ประการที่สาม ความเข้มแข็งทางด้านสถานะทางการเงิน พฤกษา มีสภาพคล่องสูงมาก เราบริหารงานส่วนใหญ่ด้วยเงินสด ไม่มีหนี้สิน จึงทำให้มีความคล่องตัวในการขยายงานโดยไม่ต้องกังวลความเสี่ยงเรื่องภาระดอกเบี้ย
ประการที่สี่ บริษัทมีการปรับปรุงการบริหารงานให้เป็นสากล โดยการวางผังโครงสร้างขององค์กร เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว มีทีมผู้บริหารมืออาชีพ ที่มีประสบการณ์ มาบริหารงานในแต่ละสายงาน ไม่ว่าจะเป็นด้านธุรกิจต่างประเทศที่จะขยายงานเพิ่ม คือ คุณเมธา จันทร์แจ่มจรัส รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจต่างประเทศ และคุณเอ็ดเวิร์ด เจ คูเปอร์ เจอาร์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานบัญชีและการเงิน นอกจากนี้เรามีการอบรมพนักงานให้วัฒนธรรมการทำงานสอดคล้องกัน และมุ่งมาตรฐานการทำงานให้เป็นสากลมากขึ้น
ประการที่ห้า ประเทศที่บริษัทขยายงานออกไปนั้นมีลักษณะใกล้เคียงประเทศไทยเมื่อ 56 ปีก่อน
ประการที่หก การจำกัดความเสี่ยงจากเงินลงทุนในแต่ละประเทศที่ลงทุนไม่เกินเมืองละ 510 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนใหญ่ร่วมทุนกับบริษัทท้องถิ่นที่ชำนาญพื้นที่เพื่อลดความเสี่ยง
เวียดนาม มีการลดค่าเงินด่องไปแล้วสองครั้ง การที่เรานำเงินไปลงทุนในเวียดนามนั้นเป็นเงินลงทุนระยะยาวหลายปี การลงทุนย่อมมีความเสี่ยงบ้าง โดยทุนเริ่มต้นถ้าคิดเป็นเงินบาทที่ลงทุนในเมืองไฮฟง ประมาณ 300 กว่าล้านบาท หากลงทุนต่อเนื่องก็นับเป็นพันล้านบาท
อินเดีย เป็นประเทศเสรีเหมือนไทย แต่มีความเสี่ยงเรื่องขั้นตอนการซื้อที่ดินใช้เวลานาน เพราะหลังจากการซื้อต้องแปลงสภาพวัตถุประสงค์จากที่ดินเพื่อทำการเกษตรกรรม เป็นที่ดินเพื่อการพาณิชยกรรม จึงจะสามารถพัฒนาเป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการขายได้
ทั้งเวียดนามและอินเดีย มีกฎหมายการซื้อที่อยู่อาศัยใกล้เคียงกันคือ ผ่อนดาวน์สูง โดยใช้เงินดาวน์ 1525% ของมูลค่าที่อยู่อาศัย และระหว่างการก่อสร้าง ลูกค้าต้องกู้เงินธนาคารมาชำระบริษัท ซึ่งกว่าที่อยู่อาศัยจะสร้างเสร็จลูกค้าได้ชำระเงินมาแล้ว 7080% ของราคาที่อยู่อาศัย
มัลดีฟส์ กำหนดให้ลูกค้าต้องมีเงินดาวน์ประมาณ 1020% ของมูลค่าที่อยู่อาศัย ที่เหลือเป็นการกู้เงินจากสถาบันการเงิน
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั้งเวียดนามและอินเดีย การแข่งขันไม่สูง ที่บังกาลอร์เราลงทุนเองทั้งหมด เพราะเคยทำมาแล้วไม่มีปัญหา การลงทุนเสรีเหมือนไทย ที่มุมไบ เราลงทุนร่วมกับคนท้องถิ่นที่มีที่ดินนำมาพัฒนา และที่มัลดีฟส์ พฤกษาไร้คู่แข่งขัน เพราะร่วมทุนกับหน่วยงานรัฐบาล
ในทุกประเทศที่เราไปลงทุน ต้องเปิดให้ประชาชนจองซื้อแล้วจึงก่อสร้าง ถ้ามีความเสี่ยงก็แค่การบริหารจัดการเท่านั้น
ดังนั้น จึงมั่นใจว่าสามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างแน่นอน







