
ห่วงเงินเฟ้อ-อั้นแผนกระตุ้น ศก.จีนส่อเค้า'ฮาร์ดแลนด์ดิงง
จากที่เคยเป็นความหวังของนานาประเทศให้สวมบทพระเอกขี่ม้าขาว เพื่อช่วยกอบกู้เศรษฐกิจโลกอีกครั้งดังเช่นเมื่อปี 2008
โดย...ณัฐสุดา จิตตปาลพงศ์
จากที่เคยเป็นความหวังของนานาประเทศให้สวมบทพระเอกขี่ม้าขาว เพื่อช่วยกอบกู้เศรษฐกิจโลกอีกครั้งดังเช่นเมื่อปี 2008 ถึงตอนนี้ดูเหมือนว่า โลกไม่อาจพึ่งพาเศรษฐกิจแดนมังกรในฐานะตัวขับเคลื่อนหลักได้อีกต่อไป
เพราะสัญญาณร้ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอ หรือความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่ดิ่งลงอย่างหนัก ล้วนแต่บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจจีนกำลังอยู่ในช่วง “ขาลง” อย่างแท้จริง และที่น่ากังวลไปกว่านั้นก็คือ อาจเป็นขาลงที่มีแนวโน้มจะรุนแรงจนเลยเถิดเป็น “ฮาร์ดแลนด์ดิง” หรือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างรุนแรงนั่นเอง
หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลตั้งไว้ในปีนี้ที่ระดับ 7.5% อาจเป็นเป้าที่ “ไกลเกินเอื้อม” ไปเสียแล้ว
“เศรษฐกิจจีนได้เผชิญกับภาวะฮาร์ดแลนด์ดิงเรียบร้อยแล้ว” ชาร์ลส์ ดูมาส จากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจลอมบาร์ดสตรีทรีเสิร์ช ในกรุงลอนดอน กล่าวกับหนังสือพิมพ์เทเลกราฟ ซึ่งหากพินิจพิจารณาสภาพเศรษฐกิจของจีนในปัจจุบัน ก็จะพบว่า รัฐบาลแดนมังกรนั้นได้เดินมาถึง “ทางสองแพร่ง” อย่างแท้จริง
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า เศรษฐกิจจีนกำลังอยู่ในช่วงขาลงอยู่แล้ว ภายหลังรัฐบาลงัดนโยบายการเงินแบบเข้มงวดเพื่อควบคุม “ภาวะเงินเฟ้อ” ในภาคอสังหาริมทรัพย์และราคาอาหาร ซึ่งเป็นผลจากการกระตุ้นครั้งใหญ่เมื่อ 4 ปีก่อน ตลอดจนมาตรการเพื่อลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่องในช่วงสองปีที่ผ่านมา
ดังนั้น หากตัดสินใจเลือก “กระตุ้นเศรษฐกิจ” อีกครั้ง ประเทศก็เสี่ยงเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อตามมาอีก โดยความวิตกกังวลของรัฐบาลนั้นยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นภายหลังมีการเปิดเผยว่า จำนวนเมืองที่มีราคาอสังหาริมทรัพย์พุ่งสูงขึ้นนั้นได้เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า ในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา โดยจากเดิม 25 เมือง ในเดือน มิ.ย. เพิ่มเป็น 50 เมือง จากทั้งหมด 70 เมือง ที่มีการสำรวจโดยภาครัฐ
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่รัฐบาลจะตัดสินใจชะลอท่าทีลง ด้วยการคงอัตราเพดานกันสำรองเงินฝากของธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ในประเทศที่ระดับ 20% มาตั้งแต่กลางเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
หรือเรียกได้ว่าเป็นการ “ชะลอ” การกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากรัฐบาลไม่อาจกระตุ้นครั้งใหญ่ได้เหมือนเมื่อครั้ง 4 ปีก่อน เพราะปัญหาเงินเฟ้อนั้นเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องของประชาชนนั่นเอง
สัญญาณการอั้นครั้งนี้นี่เอง ที่เริ่มทำให้การลงทุนในจีนเริ่มกังวลมากขึ้น จนฉุดให้ดัชนีตลาดหุ้นจีน ดิ่งลงมาอยู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี เมื่อวันที่ 20 ส.ค. โดยดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ปรับตัวลดลง 1% มาอยู่ที่ระดับ 2,096.46 จุด หรือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2552
“ธนาคารกลางจีนยังคงกังวลเรื่องปัญหาเงินเฟ้อ จึงไม่กล้าอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบเศรษฐกิจมากนัก” ซู เกา นักเศรษฐศาสตร์จากบริษัทหลักทรัพย์ เอเวอร์ไบรต์ และอดีตเจ้าหน้าที่ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) กล่าว
ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของ จางจื้อเหว่ย นักเศรษฐศาสตร์จากบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ ซึ่งมองว่า ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับสูงขึ้นกำลังขัดขวางไม่ให้ธนาคารกลางผ่อนนโยบายการเงินลง พร้อมคาดการณ์ว่า รัฐบาลจะต้องงัดนโยบายควบคุมราคาอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติมอย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้นี้
อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกันหากเลือกที่จะไม่กระตุ้นท่ามกลางพายุเศรษฐกิจที่กำลังถาโถมยุโรปและสหรัฐอย่างหนักนั้น ประกอบกับการที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังอยู่ในช่วงขาลงอยู่แล้ว เศรษฐกิจมังกรรวมทั้งเศรษฐกิจโลกก็จะได้รับความเสียหายอย่างหนักอย่างแน่นอน
ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกดังกล่าวนั้น จึงส่งผลให้เริ่มมีสัญญาณอันตรายต่างๆ ที่ยิ่งตอกย้ำภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจปรากฏออกมาจากมหาอำนาจเบอร์ 2 อย่างต่อเนื่อง
ไล่เรียงตั้งแต่ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในไตรมาส 2 ของปีนี้ที่ระดับ 7.6% ซึ่งถือเป็นการลดลงจากไตรมาสแรกที่โต 8.1% โดยบรรดากูรูเศรษฐกิจต่างออกมาฟันธงว่า หากเศรษฐกิจจีนยังคงชะลอตัวในอัตราดังกล่าว ประเทศจีนจะต้องเผชิญกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เชื่องช้าที่สุดนับตั้งแต่ปี 2542 เลยทีเดียว
หรือจะเป็นภาคส่งออกที่ขยายตัวเพียง 1% ในเดือน ก.ค. จากระดับ 11.3% ในเดือนก่อน รวมทั้งอัตราการปล่อยสินเชื่อใหม่ทั้งหมดของภาคธนาคารจีนในเดือน ก.ค.ที่ 540.1 ล้านหยวน (2.6 พันล้านบาท) ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 10 เดือน
และล่าสุด คือการดิ่งหนักสุดในรอบ 3 ปีของตลาดหุ้นจีน ท่ามกลางความวิตกกังวลของบรรดานักลงทุนว่า รัฐบาลจีนจะไม่กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม โดยดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ร่วงลง 2.5% เมื่อสัปดาห์ก่อน และนับเป็นการดิ่งลงต่อเนื่อง 14% ตั้งแต่เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่หุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ เช่น หุ้นบริษัท China Vanke Co. และ Poly Real Estate Group Co ซึ่งเป็นสองบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของจีน ก็ร่วงลง 2.8% เมื่อวันที่ 20 ส.ค. ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์จีน ยังเผยอีกว่า ปริมาณการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ของประเทศลดลง 3.6% สู่ระดับ 6.67 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2 ล้านล้านบาท) ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ ซึ่งถือเป็นการลดลงต่อเนื่องยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินโลกเมื่อปี 2008
“มีหลักฐานชัดเจนว่า เศรษฐกิจจีนกำลังเติบโตเพียงแค่ 4-5%” แพทริก โชวาเนก อาจารย์ด้านธุรกิจจากมหาวิทยาลัยชิงหัว ของจีน กล่าว
แน่นอนว่า ไม่เพียงแต่การเข้าสู่ภาวะฮาร์ดแลนด์ดิงนั้นจะทำให้เศรษฐกิจมังกรต้องดิ่งหัวลงทิ่มพื้นแล้ว แต่ขณะเดียวกันต้องไม่ลืมว่า การเป็นเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ของโลก รวมทั้งการมีพลังผู้บริโภคมหาศาลของแดนมังกรนั้นก็ย่อมหมายความว่า จีนสามารถฉุดเศรษฐกิจโลกให้เข้าสู่ห้วงอันตรายได้นั่นเอง
หรือเรียกได้ว่า หากเศรษฐกิจจีน “ดิ่ง” เศรษฐกิจโลกก็ต้องดิ่งตาม
“ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลักอย่าง บราซิล ออสเตรเลียและอินโดนีเซีย จะได้รับผลกระทบหนักสุด” ไฟแนนเชียล ไทมส์ ระบุ
ยิ่งไปกว่านั้น ก็คือการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนจะยิ่งฉุดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งอยู่ในสภาพเปราะบางอยู่แล้ว
ทว่า อลิสแตร์ ธอร์นตัน นักวิเคราะห์ของไอเอชเอส โกลบอล อินไซต์ ออกโรงเตือนว่า ภัยอันตรายที่น่ากลัวที่สุด ก็คือการฉุดความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพราะจะส่งแรงกระเพื่อมสั่นคลอนตลาดการเงินทั่วโลก
ดังนั้น จึงต้องติดตามกันว่า จีนจะงัดยาวิเศษใดออกมากอบกู้เศรษฐกิจตัวเอง หรือจะติดแหง็กอยู่บนทางสองแพร่งต่อไป พร้อมดึงเศรษฐกิจโลกสู่ “หายนะ”ครั้งใหม่ หรือไม่







