
จอดำ "โรงสี" พิรุธสวมสิทธิจำนำข้าว
พาสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจสอบการดำเนินการตามโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่ จ.พระนครศรีอยุธยา นัดแรกวันที่ 10 ส.ค. คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร พุ่งเป้าไปที่ปม “สวมสิทธิ”
พาสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจสอบการดำเนินการตามโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่ จ.พระนครศรีอยุธยา นัดแรกวันที่ 10 ส.ค. คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร พุ่งเป้าไปที่ปม “สวมสิทธิ”
ชนินทร์ รุ่งแสง ประธาน กมธ. พร้อมที่ปรึกษา กมธ.จากฝั่งประชาธิปัตย์ อย่าง อภิรักษ์ โกษะโยธิน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อนุชา บูรพชัยศรี รัชดา ธนาดิเรก เริ่มต้นภารกิจด้วยการรับฟังข้อสรุปจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ พบว่าตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.-6 ส.ค.ที่ผ่านมา จ.พระนครศรีอยุธยา เปิดจุดรับจำนำ 26 จุด มียอดรับจำนำสะสม 627,678 ตัน ในขณะที่ประเมินว่าผลผลิตทั้งหมดในจังหวัดจะอยู่ที่ 662,421 ตัน
นพ.วรงค์ ในฐานะต้นเรื่องที่ชงประเด็นนี้เข้าสู่การพิจารณาของ กมธ. เสนอวิธีตรวจสอบเบื้องต้น ด้วยการเทียบภาพจากกล้องวงจรปิดย้อนหลัง ว่ามีรถบรรทุกทะเบียนตรงกับที่ระบุในใบรับจำนำข้าวของโรงสี ซึ่งจะต้องบันทึกรายละเอียดทั้งน้ำหนักข้าว ความชื้น วันที่ เวลา ที่เกษตรกรนำข้าวมาจำนำ รวมทั้งป้ายทะเบียนรถที่นำข้าวมาจำนำ
นพ.วรงค์ อธิบายว่า ถ้าไม่ใช่การสวมสิทธิ แอบไปนำข้าวจากที่อื่นมาจำนำโดยใช้โควตาของชาวนา จะต้องมีรถบรรทุกขนข้าวมารับจำนำที่โรงสี ดังนั้นจึงเสนอให้ลองสุ่มเลือกตัวอย่างจากใบรับจำนำข้าว เพื่อนำไปเทียบกับภาพในกล้องวงจรปิดว่าตรงกันหรือไม่
ทว่า จากการตรวจสอบทั้ง 3 โรงสี 1.โรงสีเทพมงคล อ.บางซ้าย 2.โรงสีเกษตรรุ่งเรือง และ 3.โรงสีเหลียงฮวกไรซ์ อ.ลาดบัวหลวง พบว่ากล้องวงจรปิดทั้ง 3 โรงมีปัญหาทั้งสิ้น เริ่มตั้งแต่โรงสีเทพมงคล ที่เก็บข้อมูลจากกล้องวงจรปิดเพียงแค่ 2-3 วัน ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบรายละเอียดก่อนหน้านั้นได้
ขณะที่ “โรงสีเกษตรรุ่งเรือง” เครื่องค้างระหว่างตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง คล้ายกับ “โรงสีเหลียงฮวกไรซ์” ที่ระบุว่ามีปัญหาทางเทคนิคจนกล้องวงจรปิดกลายเป็นจอดำ
“สมศักดิ์ เอกพินิจพิทยา” ประธานกรรมการบริหาร โรงสีเทพมงคล พยายามชี้แจงว่า ระเบียบขององค์การคลังสินค้า (อคส.) กำหนดเพียงแต่ต้องมีกล้องวงจรปิด แต่ไม่ได้กำหนดให้เก็บภาพไว้ตลอดทั้งโครงการ เพราะนั่นจะทำให้มีค่าใช้จ่ายสูง
ที่สำคัญตรรกะเรื่องการใช้กล้องวงจรปิดมาเหมารวมว่าจะเกิดทุจริตนั้นไม่ถูกต้อง กมธ.ควรจะไปตรวจสอบที่ชาวนาจะดีกว่า อีกทั้งการจะสวมสิทธิต้องได้รับการยินยอมจากชาวนา เพราะการรับเงินจะโอนผ่านบัญชีของเกษตรกร หากจะสวมสิทธิทั้งโรงสีและชาวนาต้องไว้วางใจกันมาก หรือมีอิทธิพลสามารถชี้เป็นชี้ตายต่อชาวนาได้
ทว่า นพ.วรงค์ โต้แย้งว่า ระเบียบ อคส.ระบุชัดเจนว่าจะต้องมีกล้องวงจรปิดเพื่อเก็บภาพขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนหมดโครงการ ส่วนที่ กมธ.ไม่ลงไปตรวจสอบกับชาวนาโดยตรง เพราะทราบว่าเจ้าของโรงสีใช้วิธีจ้างชาวนา 500-1,000 บาท เพื่อให้โรงสีสามารถสวมสิทธิจากชาวนาได้ การตรวจสอบวันนี้พบความหละหลวม ส่อไปในทางทุจริต เชื่อว่าโรงสีทั่วประเทศคงมีลักษณะไม่ต่างจากนี้
สรุปผลการลงพื้นที่ครั้งนี้ทาง กมธ.เห็นว่า โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลมีความหละหลวม ล้มเหลว ซึ่งการตรวจสอบในวันนี้เป็นเพียงต้นทางที่ดูการสวมสิทธิ แต่ยังมีขั้นตอนอื่นๆ ที่จะต้องไปตรวจสอบ ทั้งโกดังเก็บข้าว ใน จ.สระบุรี วันที่ 14 ส.ค.นี้ต่อไป







