
"นิคม" หืดจับ ชิงปธ.วุฒิสภา
ในที่สุดก็ได้ศึกวันชิงตำแหน่งประธานวุฒิสภาเป็นวันที่ 14 ส.ค.
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ในที่สุดก็ได้ศึกวันชิงตำแหน่งประธานวุฒิสภาเป็นวันที่ 14 ส.ค.
ย้ำกันอีกครั้งว่าการเลือกประธานวุฒิสภาครั้งนี้สืบเนื่องมาจาก พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธานคนเก่าต้องพ้นจากตำแหน่ง เพราะขาดคุณสมบัติการเป็นประธานวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 124 หลังจากศาลอาญามีคำพิพากษาให้รอลงอาญาโทษจำคุกเป็นเวลา 2 ปี จากการขึ้นเงินเดือนให้ตัวเอง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน
แคนดิเดตชิงเก้าอี้ล่าสุดเหลือเพียง 2 คน คือ “พิเชต สุนทรพิพิธ” สว.สรรหา กลุ่ม สว.สายสรรหาส่งเข้าประกวด และ “นิคม ไวยรัชพานิช” รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 กลุ่ม สว.สายเลือกตั้งส่งเข้าประกวดเป็นครั้งที่ 2
แม้ว่าขณะนี้ปรากฏความเคลื่อนไหวของ สว.เลือกตั้งบางคนต้องการลงชิงตำแหน่งนี้เช่นกัน แต่สุดท้ายแล้ว “นิคม” คือ คนเดียวที่พอจะสร้างความลำบากใจให้กับกลุ่ม สว.สรรหาได้
นับจากนี้ไปจนถึง 14 ส.ค.วุฒิสภาจะเต็มไปด้วยการล็อบบี้หลากรูปแบบ
เทียบคุณวุฒิและวัยวุฒิของทั้งสองคนถือว่าพอฟัดพอเหวี่ยง “พิเชต” เคยดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินชุดแรกตามรัฐธรรมนูญ 2540 จนมาได้เป็น สว.สรรหาตามรัฐธรรมนูญ 2550 ถึงสองสมัย
การทำงานในวุฒิสภาก็เป็นที่นับถือของ สว.หลายคน โดยได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีหลายครั้ง
จุดได้เปรียบของพิเชตอยู่ที่วาระดำรงตำแหน่งเหลืออีกประมาณ 5 ปี ในฐานะได้รับการสรรหาเข้ามาใหม่อีกรอบในปี 2554
ส่วน “นิคม” อย่างที่ทราบกันดีว่า อดีตเคยเป็นรองปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) เมื่อครั้ง สมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.
ต่อมาได้รับการเลือกตั้งให้เป็น สว.ฉะเชิงเทรา บทบาทในวุฒิสภา สำหรับ สว.รายนี้แทบไม่ต้องอธิบายอะไรกันมาก เพราะจัดอยู่ในกลุ่มไฮโปรไฟล์เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว ในฐานะเป็นรองประธานวุฒิสภาควบตำแหน่งประธานวิปวุฒิสภา
ฝ่ายการเมืองต่างให้ความเกรงใจนิคม แม้มีหลายครั้งจะแสดงความเห็นไปในลักษณะตรงข้ามกับพรรคประชาธิปัตย์สมัยเป็นรัฐบาลจนกระทั่งมาเป็นฝ่ายค้านไปบ้าง เช่น การสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือวิจารณ์การทำงานของประชาธิปัตย์ เป็นต้น แต่ก็ไม่ได้มีผลให้ถูกเพ่งเล็งว่าเป็นขั้วอำนาจพรรคเพื่อไทยเท่าไหร่นัก
พลังทางการเมืองของนิคมแสดงให้เห็นว่า คอนเนกชันที่มีอยู่ในมือเหนือกว่าพิเชตอยู่นิดหน่อย
แต่ใช่ว่าตรงนี้จะเป็นข้อได้เปรียบของ สว.สายเลือกตั้งในการพาให้นิคมก้าวจากตำแหน่งรองประธานวุฒิสภาไปเป็นเบอร์หนึ่งคุมอำนาจสูงสุดของวุฒิสภาได้
เป็นเพราะถ้าเทียบขุมกำลังระหว่างสายสรรหาและเลือกตั้งในเวลานี้ ฝ่ายสรรหาค่อนข้างมีความได้เปรียบสะท้อนจากการเลือกตั้งประธานวุฒิสภาถึง 2 ปี 2551 “ประสพสุข บุญเดช” สว.สรรหา ขึ้นสู่ตำแหน่งประธานด้วยเสียงสนับสนุน 78 คะแแนน แซงหน้า “ทวีศักดิ์ คิดบรรจง” สว.บุรีรัมย์ อีกหนึ่งตัวเต็งในขณะนั้นที่ได้เพียง 45 คะแนน ขณะที่ “นิคม” ซึ่งลงชิงเฉพาะเก้าอี้รองประธานวุฒิสภาและประสบความสำเร็จในปีนั้นได้ 68 คะแนน
ปี 2554 การเลือกประธานวุฒิสภามีขึ้น เพราะประสพสุขหมดวาระดำรงตำแหน่งหลังจากทำหน้าที่มาถึง 3 ปี และเจ้าตัวประกาศไม่ขอเข้ารับการสรรหาเข้ามาเป็น สว.อีกรอบ โดย “นิคม” ซึ่งได้รับการคาดหมายว่าจะได้ตำแหน่งนี้ไปอย่างไม่ยากเย็นนักก็ผิดคาดมีเสียงสนับสนุนเพียง 52 คะแนน น้อยกว่า พล.อ.ธีรเดช ที่ได้เสียงอย่างท้วมท้นจากวุฒิสภาถึง 91 คะแนน
การเลือกตั้งประธานวุฒิสภาทั้งสองครั้งที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า เสียงของ สว.เลือกตั้งที่อยู่ในสภาร่วมกันมานานเกือบ 5 ปี ไร้ความเป็นปึกแผ่น ผิดกับ สว.สายสรรหาที่มีความเป็นเอกภาพมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
โดยฐานคะแนนเฉลี่ยของสายเลือกตั้งผ่านการเลือกตั้งประธานวุฒิสภาอยู่ในระดับ 50-60 คะแนน สวนทางกับเสียงของสายสรรหาที่มีเฉลี่ย 70-80 เสียง เรียกได้ว่ากุมเสียงข้างมากไว้ได้มาโดยตลอด
ในประเด็นนี้ “นิคม” เองก็ยอมรับแบบตรงๆ กับโพสต์ทูเดย์ว่า “สว.เลือกตั้งเวลามาอยู่ในวุฒิสภาก็ต่างคนต่างมา เหมือนกับ สว.เลือกตั้ง 76 คน มาจาก 76 พรรคการเมือง ทำให้ความคิดเห็นในทางการเมืองแตกต่างกัน ไม่เหมือนกับ สว.สรรหาที่มีที่มาจากคณะกรรมการสรรหาเหมือนกัน ความเป็นเอกภาพจึงมีมากกว่า”
ชำแหละเสียง สว.เลือกตั้ง 76 คน ก็จะพบว่ามีปัญหาเรื่องความเป็นเอกภาพอย่างที่นิคมได้วิเคราะห์ กล่าวคือ สว.เลือกตั้งจากภาคใต้ 14 คน และภาคกลางตอนล่างอีกประมาณ 45 คน ล้วนเป็น สว.ที่อิงฐานคะแนนมาจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่สนับสนุนนิคมแต่พร้อมจะเทคะแนนให้พิเชตแทน
กลายเป็นผลให้เสียง สว.เลือกตั้งมีเหลืออยู่ประมาณ 50 คน ส่วน สว.สรรหามีเสียงสนับสนุนเพิ่มเติมให้พิเชตเป็นประธานวุฒิสภาได้เฉลี่ยถึง 80 เสียง จาก สว.สรรหาที่สามารถปฏิบัติได้ 70 คน ในเวลานี้
เมื่อมาผนวกกับแผนล็อบบี้จาก สว.สรรหายิ่งช่วยให้พิเชตเข้าใกล้ตำแหน่งผู้นำวุฒิสภามากขึ้นเข้าไปทุกขณะ โดยสาเหตุที่สายสรรหาต้องเร่งล็อบบี้หนักมากก็เพื่อต้องการรักษาโควตาตำแหน่งประธานวุฒิสภาเอาไว้ให้เหนียวแน่นมากที่สุด
การปล่อยให้เก้าอี้หลุดมือให้ไปอยู่กับ สว.เลือกตั้งดุลอำนาจทางการเมืองระหว่างสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจะเปลี่ยนไป
ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะสื่อถึงการมีอิทธิพลต่อวุฒิสภาของพรรคเพื่อไทยในทางอ้อมมากขึ้น โดยเฉพาะงานใหญ่ในอนาคตข้างหน้าทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ถึงพรรคเพื่อไทยจะมีเสียงข้างมากในรัฐสภาก็จริงแต่เพื่อความแน่นอน จึงมีความจำเป็นที่ต้องเข้ามากุมเสียงในวุฒิสภาด้วย
ดังนั้น การสงวนเก้าอี้ประธานสภาสูงไว้ให้พิเชตกลุ่ม สว.สรรหา โดยกลุ่ม 40 สว.ย่อมเล็งเห็นว่าจะเป็นก้างตำคอไม่ให้พรรคเพื่อไทยเร่งเครื่องใช้รัฐสภาเดินหน้าสร้างถนนให้นายใหญ่กลับบ้านแบบเท่ๆ ได้อย่างที่คิด
สรุปแล้วเทียบขุมกำลังและสถิติที่ผ่านมาแล้วโอกาสประธานวุฒิสภาคนใหม่น่าจะสูสีโอกาสของ “พิเชต” มีสูง โดยปล่อยให้ “นิคม” ทำงานในตำแหน่งรองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ต่อไปจนครบวาระในอีก 1-2 ปีข้างหน้า
เว้นเสียแต่ว่าพลังของฝ่ายการเมืองจะเข้ามาแสดงอภินิหารเหมือนที่เคยทำได้กับวุฒิสภาในอดีตก่อนที่มีรัฐธรรมนูญ 2550







