
กองทุนตั้งตัวสรางหรือทำลายเถ้าแก่น้อย
ผลโพลหลายสำนักเริ่มสำรวจคะแนนนิยมของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบว่าคะแนนนิยมเริ่มลดต่ำลงอย่างช้าๆ
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงษ์
ผลโพลหลายสำนักเริ่มสำรวจคะแนนนิยมของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบว่าคะแนนนิยมเริ่มลดต่ำลงอย่างช้าๆ ไม่ได้ลดฮวบฮาบ แต่สะท้อนภาพขาลงได้เป็นอย่างดี
ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องหยิบประชานิยมที่กำลังจะหมดมุขใหม่ๆ มานั่งดูว่าจะทำอย่างไรใหม่ได้อีก หรือจะปัดฝุ่นโครงการเก่าที่เคยทำไว้แล้วได้คะแนนนิยม มาปลุกกระแสสร้างคะแนนเสียง
ประชานิยมที่ผุดขึ้นในปีนี้ แต่จะทำแน่ในปีหน้า คือ “กองทุนตั้งตัว” ที่มีวัตถุประสงค์จะสร้าง “เถ้าแก่ใหม่” หรือฝันไกลให้เป็น “เถ้าแก่น้อย” วัยรุ่นพันล้านกันไปเลย หวังกวาดคะแนนเสียงจากกลุ่มนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่และกำลังจะเรียนจบ หากไม่ต้องการไปหางานทำเป็นมนุษย์เงินเดือน ก็สามารถที่จะไปสร้างธุรกิจเองได้
โครงการ “กองทุนตั้งตัว” ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เป็นโครงการช่วยเหลือด้านการเงินแก่นักศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาและอาชีวศึกษาที่ศึกษาอยู่ หรือสำเร็จการศึกษาแล้วไม่เกิน 5 ปีการศึกษา และสถาบันการศึกษาที่สนับสนุนการบ่มเพาะวิสาหกิจ เพื่อเป็นทุนไปประกอบธุรกิจของตัวเอง
โดยรัฐบาลจะมีทุนประเดิมในปีงบประมาณ 2556 วงเงิน 5,000 ล้านบาท เงินอุดหนุนจากงบปี 2557 จำนวน 5,000 ล้านบาท งบปี 2558 จำนวน 1 หมื่นล้านบาท และงบปี 2559 จำนวน 2 หมื่นล้านบาท รวมแล้วใช้เงินงบประมาณ 4 หมื่นล้านบาท โดยให้เงินสนับสนุนเงินกองทุนตั้งตัวได้ ให้สถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการสถาบันละไม่เกิน 1,000 ล้านบาท เพื่อใช้ดำเนินการบ่มเพาะการพิจารณาสนับสนุนการลงทุนและสินเชื่อ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการและบริหารกองทุน
แม้ว่ากองทุนตั้งตัวนี้ จะมี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธานคุมนโยบายใหญ่ แต่การบริหารงานกองทุนฯ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)
แต่ในระดับปฏิบัติการให้แต่ละมหาวิทยาลัยที่มีหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่แล้ว 56 แห่ง และในปีนี้จะเพิ่มเป็น 60 แห่ง ส่วนวิทยาลัยอาชีวศึกษาต่างๆ ที่ไม่มีหน่วยบ่มเพาะให้มาเรียนรู้จากมหาวิทยาลัยต่างๆที่มีการตั้งหน่วยบ่มเพาะแล้ว หากนักศึกษาอาชีวศึกษาจะเสนอโครงการที่จะขอกู้เงินจากกองทุนดังกล่าวก็สามารถให้ หน่วยบ่มเพาะในมหาวิทยาลัยที่เข้าไปปรึกษาช่วยแนะนำให้ก่อน หากโครงการมีโอกาสเติบโตได้ ก็ให้รับรองโครงการและให้เหตุผลว่า เพราะอะไรโครงการดังกล่าวจึงสมควรได้รับการอนุมัติเงินจากกองทุนฯ
โครงการนี้รัฐบาลหมายมั่นว่าเป็นการให้โอกาสแก่นักศึกษาที่จบใหม่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น สร้างตัวเองเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหน้าใหม่ และเชื่อว่าจะสามารถสร้างจำนวนเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นเป็น 100%จากฐานข้อมูลผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใหม่ที่ปัจจุบันมีจำนวน 4 หมื่นรายต่อปี แต่เอสเอ็มอีทั่วประเทศมีทั้งหมด 3 ล้านราย
การปั้นเถ้าแก่ใหม่ แต่ไม่ใช่เรื่องใหม่ของหลายรัฐบาลให้ความสนใจในการเข้าไปช่วย “เอสเอ็มอี” ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ ทุ่มเงินงบประมาณรวมแล้วหลายหมื่นล้านบาท
แต่ไม่มีการประเมินผลงานว่า การปั้น “เถ้าแก่ใหม่” อยู่รอด และยืนด้วยลำแข้งตัวเองได้ปีละกี่เปอร์เซ็นต์ และมักจะเน้นแต่ปริมาณมากว่าคุณภาพ
และยิ่งพูดถึงการปั้นเด็กใหม่เพิ่งจบการศึกษา ยังไม่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจ เป็น “เถ้าแก่ใหม่” ยิ่งเป็นโจทย์ยากถึงยากที่สุด
โอกาสเสี่ยงที่จะเป็นหนี้เสียสูง รัฐต้องเตรียมรับความล้มเหลว หรือหนี้เสียที่จะเกิดจากโครงการนี้ได้
ไม่เพียงรัฐบาลจะต้องสูญเสียงบประมาณเท่านั้น ยังทำให้เด็กพวกนี้ต้องถูกขึ้นบัญชีดำและเป็นการตัด “เครดิต” หรือหนทางให้การเข้าถึงแหล่งเงินกู้ของสถาบันการเงิน ที่จะเริ่มชีวิตธุรกิจใหม่ยิ่งยากขึ้น (ยกเว้น... กองทุนนี้ให้เงินกู้เองและไม่ต้องส่งข้อมูลประวัติการเงินให้กับเครดิตบูโร)
ในแง่การบริหารเงินกองทุนฯ จะมั่นใจได้อย่างไง เพราะหลักการพิจารณาสินเชื่อของบรรดาคณะกรรมการที่เป็นอาจารย์ นักวิชาการจะเคาะอนุมัติสินเชื่อ จะให้เปรียบเทียบกับระดับมืออาชีพระดับ “นายแบงก์” ยังพลาด มีการประเมินวิเคราะห์ความเป็นไปได้ เตรียมใจรับมือกับปัญหาหนี้เสีย
กองทุนตั้งตัวดูไปแล้วก็หลักการคล้ายๆ กับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่เปิดให้นักเรียนได้กู้เงินเรียนและเมื่อเรียนจบและมีงานทำก็ให้ทยอยใช้คืนเงินกู้
ซึ่งตลอดเวลาที่ตั้ง กยศ.ขึ้นมา ก็มีปัญหามาตลอด ตั้งแต่เด็กนักเรียนไม่ชำระคืนหนี้ สถาบันการศึกษาทำรายชื่อนักเรียนตัวปลอมมาขอกู้เงินโดยที่เด็กไม่รู้เรื่อง ทำให้เกิดหนี้เสียจำนวนมาก มีการฟ้องร้องดำเนินคดี ทั้งที่เจ้าตัวไม่ได้กู้ คดีคาราคาซังที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ที่ยิ่งสาวยิ่งตกใจ ว่า กยศ.ปล่อยเงินให้สถาบันการศึกษาหละหลวมอย่างไร ทำให้เป็นหนี้เสียบานตะไทอย่างนี้ และยอมให้ขบวนการมาสูบเงินภาษีและเงินงบประมาณแผ่นดิน
ดีเอสไอ ระบุมีมหาวิทยาลัย 32 แห่ง โกงเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) เมื่อปี 2549 กว่า 4,000 ล้านบาท ดูจากตัวเลขเงินรั่วไหลก็น่าตกใจไม่น้อย
ย้อนมาพลิกดูหน่วยงานหลักการที่มีหน้าที่ดูแลเอสเอ็มอี คือ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เอง ก็ได้ประกาศแผนงานในปี 2555 โดยใช้โครงการชื่อว่า “ตั้งตัวได้” เหมือนกัน โดยตั้งเป้าในปี 2555 (ก.พ.ก.ย. 2555) จะสร้างผู้ประกอบการหน้าใหม่ จำนวน 2 หมื่นราย ใช้งบประมาณดำเนินการกว่า 1,300 ล้านบาท
โดยแผนงานของ สสว. จะร่วมกับสถาบันการศึกษาต่างๆ รวมถึงภาคเอกชน เช่น สมาคมแฟรนไชส์ เป็นต้น เพื่อผลักดันนักเรียน นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ให้เกิดความตื่นตัว อยากจะก้าวมาเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ และพัฒนาสู่การเป็นผู้ประกอบการระดับเอสเอ็มอีต่อไป
ทั้งนี้ กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าโครงการดังกล่าว เน้นไปยังกลุ่มนักเรียน นักศึกษาที่กำลังใกล้จบการศึกษา รวมถึงผู้ที่เพิ่งจบการศึกษา ผู้ว่างงานและผู้ที่กำลังอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองทั่วประเทศ
โดยการส่งเสริมของ สสว. จะทำครบวงจร ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงผู้เข้าโครงการสร้างธุรกิจได้สำเร็จ ซึ่งเบื้องต้นมีทั้งการเข้าไปอบรมแนะนำการเริ่มต้นธุรกิจ ตามด้วยช่วยพัฒนาธุรกิจ หรือผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะมีทั้งระบบพี่เลี้ยงผู้เชี่ยวชาญ และที่ปรึกษาคอยช่วยเหลือในการทำธุรกิจ สนับสนุนการตลาด เช่น ส่งเสริมตลาดออนไลน์ พาออกงานแสดงสินค้าต่างๆ เป็นต้น
นอกจากนั้น ยังช่วยเหลือไปถึงด้านเงินทุนการประกอบธุรกิจ โดย สสว.จะช่วยประสานกับสถาบันการเงินในการขอสินเชื่อและช่วยรับภาระดอกเบี้ยให้ถึง4% ตลอดเวลากู้ยืม ซึ่งวงเงินสินเชื่อจะอยู่ที่ประมาณ1-3 ล้านบาทต่อราย
ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลยังได้ยืมแขนขาสถาบันการเงินของรัฐมาเสริมสร้างเถ้าแก่ใหม่ที่ผ่านมาก็ยังปาดเหงื่อ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) เปิดตัวโครงการสินเชื่อเพื่อธุรกิจแฟรนไชส์วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท อนุมัติรายละ 4หมื่นบาท ผ่อนชำระ 5 ปี อัตรากำไร 1.1% ต่อปี คาดว่าจะช่วยสร้างอาชีพให้กับประชาชนได้ไม่ต่ำกว่า 1.5แสนราย
แม้แต่กระทรวงแรงงานก็จับมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม สนับสนุนให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ จัดสินเชื่อสนับสนุนประชาชนทั่วไป ผู้ว่างงาน ประกอบการอาชีพอิสระในธุรกิจแฟรนไชส์ โดยเอสเอ็มอีแบงก์เตรียมวงเงินสินเชื่อสนับสนุนธุรกิจแฟรนไชส์ 2,500 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยลดปัญหาการว่างงานได้ประมาณ 1.5 แสนราย และยังไม่นับรวมธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ที่ให้การสนับสนุนเงินกู้ให้กับเอสเอ็มอี
จึงเกิดคำถามว่า การจัดตั้งกองทุนตั้งตัวของกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่ตัวเองให้ดีกว่าจะดีไหม ควรที่จัดการเรียนการสอนการศึกษาให้เด็กเรียนจบไปสามารถที่จะทำงานได้ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือจะเป็นเถ้าแก่ใหม่
การจะปั้นเถ้าแก่ใหม่ขึ้นมาไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่ายหากสามารถสร้างสินค้าได้แตกต่างและแปลกเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง แต่ก็ยังต้องการการฟูมฟักด้านความรู้ด้านการตลาด ด้านการบริหาร และอื่นๆ อีกมากมาย
การปั้นเด็กจบใหม่ไปลงสนามธุรกิจการค้าต้องเจ๋งจริงๆ เท่านั้นถึงจะรอด ไม่งั้นรัฐต้องประคับประคองตั้งแต่เถ้าแก่น้อยไปยังเถ้าแก่ “เฒ่า”
ขนาดเอสเอ็มอีปัจจุบันเองยังแทบกระอัก เมื่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และได้รับผลกระทบจากนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท ต้องร้องขอให้รัฐบาลช่วยเสียงระงม
นโยบายนี้ไม่ใช่ไม่ดี แต่จะได้คุ้มเสียหรือไม่รัฐบาลต้องตรองให้หนัก เพราะอาจเข้าข่ายใช้เงินไร้ประสิทธิภาพอีกแล้วนั่นเอง







