
ลุย'เมดิคัล ฮับ'เฟส2 ตั้งเป้า5ปีโกย8แสนล.
เทรนด์ของธุรกิจยุคนี้ ถนนทุกสายล้วนมุ่งสู่การเตรียมตัวรับมือการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558
เทรนด์ของธุรกิจยุคนี้ ถนนทุกสายล้วนมุ่งสู่การเตรียมตัวรับมือการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558
และหนึ่งในหมัดเด็ดของไทยที่จะพลิกโอกาสการเปิดเออีซีสร้างรายได้เข้าประเทศ คือบริการทางด้านการแพทย์ซึ่งไทยเองก็มีนโยบายการเป็นศูนย์กลางสุขภาพของเอเชียและนานาชาติ หรือ“เมดิคัล ฮับ” รองรับไว้อยู่แล้ว
วิไลวรรณ ทวิชศรี รองผู้ว่าการด้านสินค้าธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า จุดแข็งของไทยอยู่ที่เทคโนโลยีการรักษาพยาบาลที่แข็งแกร่ง การนวดแบบตะวันตกและแผนโบราณ สมุนไพรไทย และการบริการที่ไม่มีประเทศไหนสามารถให้บริการที่ดีเยี่ยมแบบคนไทย
“ปัจจุบันนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศไทยเพื่อดูแลสุขภาพได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อและสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทยจำนวนมาก” วิไลวรรณ กล่าว
ล่าสุด ททท.ยังเดินหน้าจัดงาน “ไทยแลนด์ เมดิคัล แอนด์ เวลเนสทัวริสซึม เทรดแฟมทริป 2012” โดยนำผู้ซื้อจาก 27 ประเทศพบผู้ขายสินค้าและบริการสุขภาพของไทยระหว่างวันที่ 11-14 ก.ย.นี้อีกด้วย
ด้าน วิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า นโยบายเมดิคัล ฮับ ระยะที่ 1 ที่ผ่านมา ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ข้อมูลล่าสุดในปี 2554 มีรายได้ประมาณ 9.78 หมื่นล้านบาท มีชาวต่างชาติเข้ามารับบริการด้านสุขภาพถึง 2.2 ล้านคน
ขณะที่การดำเนินการระยะที่ 2 จะมีกรอบ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2555-2559 ใช้งบประมาณ 3,131 ล้านบาท โดยเน้นหนักไปใน 4 เรื่อง คือ 1.การรักษาพยาบาล เช่น ทันตกรรม การรักษาโรคเฉพาะทาง การพำนักระยะยาว 2.การส่งเสริมสุขภาพ เช่น สปา นวดเพื่อสุขภาพ
3.การพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพและสมุนไพรไทยให้ได้มาตรฐานจีเอซีพีขององค์การอนามัยโลก และ 4.การเพิ่มผลผลิตด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ส่งเสริมให้จัดตั้งโรงพยาบาลแพทย์แผนไทยหรือการแพทย์ทางเลือกทุกภูมิภาค
บางส่วนที่ดำเนินการไปแล้ว เช่น การขยายเวลาพำนักของชาวต่างชาติที่เข้ามารักษาในประเทศ จากเดิม 30 วัน เป็น 90 วัน โดยไม่ต้องทำวีซ่า และสามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้หลายครั้ง รวมกันแล้วไม่เกิน 1 ปี
“ในขั้นต้นอนุโลมให้ 5 ประเทศในกลุ่มอาหรับ ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์รัฐกาตาร์ รัฐคูเวตรัฐสุลต่านโอมาน และรัฐบาห์เรน โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นต้นไป” วิทยา กล่าว
ขณะเดียวกัน ยังตั้งเป้าพัฒนามาตรฐานโรงพยาบาลและคลินิกของไทยให้ได้มาตรฐานระดับนานาชาติ หรือมาตรฐานเจซีไอเอ ซึ่งจะเป็นศูนย์บริการเฉพาะชาวต่างชาติที่เดียวเบ็ดเสร็จครบวงจร มีล่าม มีหอผู้ป่วยบริการต่ออายุวีซ่า หรือบริการตามหลักศาสนาทั้งอาหารและบุคลากร
หากเป็นไปตามเป้า คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศในช่วง 5 ปี รวมประมาณ 8.14 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5% ต่อปี
อย่างไรก็ดี หนทางสู่การเป็นเมดิคัล ฮับ ไม่ใช่ทำได้โดยง่าย หากแต่ภาครัฐยังต้องแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ให้ได้ด้วย
นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ ระบุว่า รัฐบาลควรยกเลิกการสอบใบประกอบโรคศิลปะ หรือมีหลักสูตรการสอบภาคภาษาอังกฤษ เพื่อเปิดช่องให้หมอชาวต่างชาติ หรือคนไทยที่จบต่างประเทศประกอบอาชีพในประเทศได้ เนื่องจากปัจจุบันไทยขาดแคลนบุคลากรวิชาชีพหมอและพยาบาล
“มีคนไทยจำนวนมากที่เรียนจบหมอจากต่างประเทศและไปใช้ชีวิตตั้งแต่เด็ก ทำให้ภาษาไม่แข็งแรง อยากกลับมาทำงานที่ประเทศไทย แต่ไม่สามารถกลับมาได้เพราะสอบใบประกอบโรคศิลปะไม่ผ่าน” นพ.ปราเสริฐ กล่าว
ขณะเดียวกัน รัฐยังต้องตอบคำถามด้วยว่า การเป็นเมดิคัล ฮับ จะกระทบต่อการบริการประชาชนในประเทศหรือไม่
จิราพร ลิ้มปานานนท์ ประธานคณะทำงานเกี่ยวเนื่องด้านสาธารณสุขและคุ้มครองผู้บริโภคด้านบริการ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยกข้อมูลสถิติการขาดแคลนแพทย์ ระบุว่า ในปี 2560 ประเทศไทยต้องการแพทย์เพิ่ม 2.5 หมื่นคน จากปัจจุบันมีอยู่ 1.49 หมื่นคน ทันตแพทย์ ต้องการ 7,426 คน จากปัจจุบันมี 4,437 คน
นอกจากนี้ ยังมีอาชีพเภสัชกรที่ต้องการ 7,328 คน จากปัจจุบันมี 6,994 คน พยาบาลวิชาชีพ ต้องการ 1.18 แสนคน ปัจจุบันมี 1 แสนคน นักเทคนิคการแพทย์ ต้องการ 4,130 คน ปัจจุบันมี 3,135 คน นักกายภาพบำบัด ต้องการ 4,543 คน ปัจจุบันมี 1,995 คน
ข้อห่วงใยของ จิราพร ก็คือ หากนโยบายเมดิคัล ฮับ มุ่งเน้นการขายบริการทางการแพทย์ อาจซ้ำเติมปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้านการแพทย์สำหรับบริการประชาชนในประเทศให้ย่ำแย่ลงไปอีก เพราะลำพังการให้บริการคนไทยด้วยกันเอง บุคลากรก็ยังไม่เพียงพอ







