
เกษตรกรจ๋า!บัตรเครดิตชาวนามาแว้ว
กดปุ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับบัตรสินเชื่อเกษตรกร หรือบัตรเครดิตชาวนา
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
กดปุ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับบัตรสินเชื่อเกษตรกร หรือบัตรเครดิตชาวนา หนึ่งในหลายโครงการประชานิยมของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
นายกฯ ถือโอกาสเดินทางประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่อีสาน ฐานคะแนนทางการเมืองที่สำคัญของรัฐบาล เปิดตัวบัตรเครดิตชาวนาท่ามกลางชาวนากว่า 3,000 คน ที่มาร่วมงานเปิดตัวบัตรในครั้งนี้
สำหรับบัตรเครดิตชาวนา เกษตรกรสามารถนำไปใช้ซื้อปัจจัยการเกษตร ทั้งเมล็ดพันธุ์พืช ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช และน้ำมัน ในวงเงินไม่เกิน 70% ของผลผลิตที่จะขายได้
การออกบัตรเครดิตชาวนามีเจ้าภาพใหญ่คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นผู้ดำเนินการออกบัตรและให้สินเชื่อ โดยจะปลอดดอกเบี้ยให้เกษตรกรเป็นเวลา 5 เดือน เพื่อรอเกษตรกรเก็บเกี่ยวพืชผลมาขายและนำเงินมาชำระหนี้
อย่างไรก็ตาม หาก 5 เดือนแล้ว เกษตรกรไม่ชำระ ธ.ก.ส.ก็จะเริ่มคิดดอกเบี้ยจากเกษตรกรในอัตราดอกเบี้ย 7% ทันที
ก่อนหน้าที่จะมีการเปิดตัวบัตรเครดิตชาวนา ทาง ธ.ก.ส.ได้ลองชิมลางมาระยะหนึ่งแล้ว โดยมีการออกบัตรเครดิตชาวนาไปแล้ว 4 หมื่นใบ แต่เปิดใช้บริการจริงจำนวน 1 หมื่นใบ เป็นเงินเพียง 6 ล้านบาทเท่านั้น
โดยมีเกษตรกรที่ขอใช้บัตรเครดิตชาวนาจำนวน 8 แสนใบ โดยรัฐบาลตั้งเป้าออกให้เกษตรกร 2 ล้านใบก่อนสิ้นปีนี้
โครงการบัตรเครดิตชาวนาก็เหมือนกับโครงการประชานิยมที่ทำมาก่อนหน้านี้ คือทำไปแก้ไป ไม่มีความพร้อมอย่างที่ประกาศหาเสียงไว้ พรรคเพื่อไทยจุดพลุหาเสียงออกบัตรเครดิตชาวนา สร้างความหวือหวาในด้านการตลาดการเมือง
นอกจากนี้ ยังสร้างความหวังให้กับชาวนาทุกหย่อมหญ้า จะมีบัตรเครดิตใช้ซื้อสินค้าบริการต่างๆ นานา ชนิดรูดปรื๊ด รูดปรื๊ด ในร้านค้า ห้างร้านต่างๆ เหมือนโฆษณาในทีวีที่เห็นอยู่เช้าเย็น
แต่พอได้รับการเลือกตั้ง บัตรเครดิตชาวนาไม่ได้สวยหรูอย่างที่เกษตรกรวาดหวังไว้ โดยรัฐบาลตีกรอบให้บัตรเครดิตชาวนาใช้ซื้อปัจจัยทางการผลิต เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืชเท่านั้น ทำให้บัตรเครดิตชาวนาไม่ได้รับความสนใจจากชาวนา เพราะชาวนาสามารถซื้อปัจจัยทางการผลิตโดยการกู้เงินจาก ธ.ก.ส.ได้อยู่แล้ว
นอกจากนี้ วงเงินที่จะซื้อปัจจัยทางการผลิตก็ไม่ได้มาก เพราะชาวนาของไทย 3.8 ล้านคน เป็นชาวนาที่ปลูกข้าวไว้กินเองก็ 23 ล้านคนแล้ว ชาวนากลุ่มนี้ก็ไม่สนใจที่จะทำบัตรเครดิต เพราะลงทุนน้อย ไม่จำเป็นต้องใช้บัตรเครดิตชาวนาให้ยุ่งยาก
เพียงแต่เมื่อรัฐบาลผูกติดให้ผู้ถือบัตรสามารถซื้อสินค้าจากสหกรณ์ที่ขึ้นทะเบียนกับ ธ.ก.ส.ในการซื้อปุ๋ย เครื่องจักรกลทางการเกษตร ซึ่งในแต่ละปีมีมูลค่าการซื้อขายและการขายเครดิตกันนับ 5 หมื่นล้านบาท พวกเขาก็จำเป็นต้องใช้
ขณะชาวนาที่เหลือประมาณ 1 ล้านรายที่ปลูกข้าวได้มาก น่าจะเป็นกลุ่มที่สนใจใช้บัตรเครดิต
แต่ที่ผ่านมาก็ไม่ได้สนใจทำบัตรเครดิตทั้งหมด เพราะเห็นว่าปัจจุบันมีร้านที่สามารถซื้อปัจจัยผลิตได้สะดวก ราคาที่สมเหตุสมผลที่ชาวนาสะดวกซื้ออยู่แล้ว จึงไม่เห็นความจำเป็นใช้บัตรเครดิตชาวนา
ดังนั้น จะเห็นว่าช่วงที่ ธ.ก.ส.นำร่องให้เกษตรกรใช้บัตรเครดิต มีเกษตรกรสนใจน้อย วงเงินไม่ถึง 10 ล้านบาท เทียบกับสินเชื่อที่ ธ.ก.ส.ปล่อยกู้ให้ชาวนาปีหนึ่งเพื่อไปปลูกข้าวเป็นแสนล้านบาท
เมื่อบัตรเครดิตที่ทำท่าจะถูกชาวนาเมิน ทำให้รัฐบาลต้องเพิ่มโปรโมชันบัตรเครดิต ให้ชาวนาซื้อน้ำมันกับปั๊ม ปตท.และบางจากที่เข้าร่วมโครงการประมาณ 1,000 แห่ง แต่ซื้อได้ไม่เกิน 3,000 บาทต่อฤดูการผลิต โดย ธ.ก.ส.จะงดคิดดอกเบี้ยเป็นเวลา 30 วัน ส่วน ปตท.และบางจากจะช่วยจ่ายดอกเบี้ยให้เกษตรกรในอัตราลิตรละ 7 สตางค์
แต่การเพิ่มโปรโมชันดังกล่าวก็ยังไม่สามารถกระชากใจเกษตรกรได้ เพราะการซื้อน้ำมันได้แค่ 3,000 บาท คิดเป็นน้ำมันดีเซลก็เพียงแค่ 100 ลิตร และส่วนลดที่ได้รับ 7 สตางค์ คิดเป็นเงินส่วนลดเพียง 210 บาทต่อฤดูกาลเท่านั้น ซึ่งถือเป็นจำนวนน้อยมาก ทำให้เกษตรกรไม่สนใจทำหรือใช้บัตรเครดิตชาวนา
แม้ว่ารัฐบาลจะเกณฑ์ชาวนามาทำบัตรเครดิตชาวนา เพื่อจะได้ตีปี๊บว่าโครงการประสบความสำเร็จ ก็ทำได้แค่เปลือกนอก แต่ข้างในเป็นที่รู้กันว่าล้มเหลว
เพราะหากดูการนำร่อง ธ.ก.ส. แจงว่า มีผู้ใช้บัตรเครดิตแล้วถึง 1 หมื่นราย แต่ยอดการใช้บัตรเครดิตมีแค่ 6 ล้านบาท หรือคิดเป็นบัตรเครดิต 1 ใบ มีการใช้วงเงินแค่ 600 บาทเท่านั้น
สถิติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การอนุมัติบัตรเครดิตที่ผ่านมาเอาแต่ปริมาณสร้างผลงานให้รัฐบาลไม่เสียหน้า แต่การใช้วงเงินบัตรเครดิตฟ้องอยู่ว่าบัตรเครดิตชาวนาเข็นไม่ขึ้นเหมือนหลายโครงการของรัฐบาลก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิตพลังงานที่มีผู้ใช้อยู่หยิบมือไม่กี่คน
หรือจะเป็นโครงการพักหนี้เสีย ที่ลูกหนี้ไม่สนใจ มาเข้าร่วมโครงการไม่ถึงครึ่ง ทำให้รัฐบาลเทกระจาดแจกพักหนี้ดีลดดอกเบี้ย 3% ให้ลูกหนี้ที่มาลงทะเบียนเป็นเวลา 3 ปี หลังจากนั้นมีปัญหาอีกว่า ลูกหนี้ดีของธนาคารออมสินไม่สนใจพักหนี้ เพราะไม่อยากมีประวัติไม่ดีในเครดิตบูโร รัฐบาลก็แจกอีก ไม่ต้องมาลงทะเบียนก็ลดดอกให้ไปเลย 3% ทำให้ธนาคารรัฐเสียเงินไป 4.5 หมื่นล้านบาท และโครงการพักหนี้สุดท้ายแล้วไม่ต่างอะไรกับโครงการแจกเงินลูกหนี้
พอมาถึงบัตรเครดิตชาวนาที่หาเสียงไว้อย่างมีสีสัน แต่กว่าจะเปิดตัวได้จริงก็ปาเข้าไป 1 ปี หลังจากที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ แต่ก็ยังปรากฏว่ามีปัญหา ไม่ประสบความสำเร็จในเกือบทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรมาทำบัตรน้อย การใช้เงินผ่านบัตรน้อย ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมีไม่มาก ไม่ทั่วถึง ทำให้บัตรเครดิตชาวนาเกยตื้นอย่างที่เห็น
สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับบัตรเครดิตชาวนาต่อจากนี้ คือ การเกณฑ์เกษตรกรมาโหมโรงใช้บัตรเครดิต เพื่อสร้างผลงานความสำเร็จให้กับรัฐบาล เพราะการทำเช่นนั้นเป็นการพอกหนี้ให้กับชาวนาจนเอาตัวไม่รอด
นอกจากนี้ หากชาวนาไม่ชำระหนี้ตามกำหนด ก็จะทำให้ ธ.ก.ส. มีหนี้เสียเพิ่ม สุดท้ายรัฐบาลก็ต้องออกโครงการประชานิยมมาล้างหนี้บัตรเครดิตชาวนา สร้างความเสียหายให้กับประเทศไม่รู้จบ







