
เฉลิมอ้างเหตุบึ้มปัตตานียังสับสน
"เฉลิม"ยันยิ่งลักษณ์ห่วงปัญหาใต้ เผยสาเหตุระเบิดปัตตานียังสับสนยังไม่มีความชัดเจน อ้างบางครั้งก็มีเรื่องการเมือง
"เฉลิม"ยันยิ่งลักษณ์ห่วงปัญหาใต้ เผยสาเหตุระเบิดปัตตานียังสับสนยังไม่มีความชัดเจน อ้างบางครั้งก็มีเรื่องการเมือง
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และที่ผ่านมาการทำงานเป็นไปด้วยดีในความรับผิดชอบของฝ่ายทหารและตำรวจ ทั้งนี้ นายกฯอยากจะให้บูรณาการการทำงานและด้านการข่าวให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ซึ่งจะลงมาดูแลด้วยตนเอง
“นายกฯได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี ทั้ง พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ที่รับผิดชอบทหาร นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ ที่รับผิดชอบกระทรวงมหาดไทย และตน ที่รับผิดชอบตำรวจ และเมื่อได้ข่าวจากสำนักงานข่าวกรองและ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ตนก็จะประสานงานติดต่อกับศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) ผู้บัญชาการตำรวจภาค 9 และผู้บังคับการจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา เพื่อให้การข่าวบูรณาการทำงานร่วมกัน แต่กองทัพก็ยังต้องเป็นหลัก และไม่ขอเปิดเผยว่าจะลงไปติดตามสถานการณ์ความรุนแรงด้วยตัวเองหรือไม่”
ส่วนเหตุการณ์ระเบิดที่โรงแรม ซี เอส จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นของนายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล สว.สรรหา เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตรงนั้นสับสน ยุ่งไปหมด เพราะพิธีถือศีลอด เขากลัวมากจะไม่ทำความผิด กลัวกันมาก หากทำความผิดก็จะบาปหลายเท่า แต่การเกิดเหตุจุดนี้มันยาก และจากการข่าวที่มีการก่อเหตุนั้นยังก้ำกึ่ง และขอให้รออีกระยะหนึ่ง เพราะจะพูดมากไม่ได้ ยังไม่มีความชัดเจน
“บางครั้งคนดีทำ บางครั้งเขย่าสถานการณ์ทางการเมืองมันหลายรูปแบบ บางทีก็ใช่เรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
นอกจากนี้ ตนได้สั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจในภาคใต้ทั้งหมดให้ตรวจสอบรถอะไรที่หาย รวบรวมแล้วแจ้งพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งทันทีที่มีลักรถชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์รถยนต์ทุกชนิด ท้องที่ไหนรับแจ้งให้บูรณาการกันและแจ้งไปยังหน่วยงานในพื้นที่ถ้ามีรถลักษณะป้ายทะเบียนปลอม หรือต้องสงสัย
อย่างไรก็ดี การประชุมคณธกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) วันนี้ (1ส.ค.) จะมีนายตำรวจที่ทำงานในพื้นที่มาร่วมประชุมด้วย และจะแจ้งว่าการตั้งด่านต้องเข้มแข็ง แต่หากกำลังไม่เพียงพอก็ให้ขอกำลังจากตำรวจตระเวนชายแกน(ตชด.) หากยังไม่เพียงอีกก็ให้กำลังจากตำรวจพลร่ม ทั้งนี้ ยอมรับว่ากำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจยังขาดอีก 5 พันนาย แต่เมื่อขอบรรจุอัตตรานั้น คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ก็ไม่ยินยอม
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวต่อว่า การตั้งศูนย์ปฏิบัติการส่วนหลัง จะเป็นสิ่งที่ทำให้ประชาชนมั่นใจ ซึ่งในวันที่ 8 ส.ค.นี้จะมีการเวิอค์ซอฟเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการทำงานอย่างบูรณาการทั้งทหารและตำรวจ ซึ่งการจัดให้มีเวิร์คช็อปไม่ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ล่าช้า เพราะที่ผ่านมารัฐบาลมีการแก้ปัญหาอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ถือเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลหรือไม่ หรือทำลายความเชื่อมั่นของต่างประเทศ และมั่นใจรัฐบาลยังเอาอยู่







