posttoday
ปัยหาโรคมือ เท้า ปาก

ปัยหาโรคมือ เท้า ปาก

31 กรกฎาคม 2555

โรคมือ เท้า ปาก (Hand Foot Mouth Disease) ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในบ้านเรา และในประเทศเพื่อนบ้าน

โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน

โรคมือ เท้า ปาก (Hand Foot Mouth Disease) ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในบ้านเรา และในประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ กัมพูชา เวียดนาม รวมทั้งจีน เวลานี้ไม่ใช่โรคใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีการแพร่ระบาดและ“ค้นพบ” มานานหลายสิบปีแล้ว เริ่มจากในยุโรปตะวันออกแล้วข้ามไปที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นก็เงียบหายไป มาโผล่ขึ้นอีกครั้งที่แถวรัฐซาราวักของมาเลเซียเมื่อราวยี่สิบปีก่อน แล้วข้ามไประบาดใหญ่ที่ไต้หวันในปีต่อมา

เดิมเชื้อที่เป็นต้นเหตุของโรคนี้คือไวรัสชนิดหนึ่งซึ่งอยู่ในกลุ่ม “ไวรัสในลำไส้” (Enterovirus) ที่ชื่อไวรัสค็อกซ์แซกกี (Coxsackie virus) ซึ่งทำให้เกิดโรคชนิดที่ความรุนแรงไม่สูง อาจทำให้เกิดไข้ต่ำๆ และตุ่มพองที่มือ เท้า และปาก มักหายไปได้เอง อยู่ในกลุ่มโรคที่เรียกว่า “โรคที่จำกัดตัวเอง” (Self–limited Disease) การรักษาทำโดยรักษาตามอาการ ดูแลเรื่องความสะอาดและการอนามัยส่วนบุคคล (Personal Hygiene) เพื่อมิให้มีการติดเชื้อแทรกซ้อนจากเชื้อแบคทีเรีย ส่วนการควบคุมการแพร่ระบาดทำโดยการกำจัดเชื้อในสิ่งแวดล้อม และลดการติดต่อของโรคจากคนที่เป็นโรค โดยโรคนี้มักเป็นในเด็กซึ่งไม่มีภูมิคุ้มกัน ได้แก่ เด็กตั้งแต่วัย 1–2 ขวบ ไปจนถึงวัยอนุบาล และในโรงเรียนทั่วไป ในผู้ใหญ่พบน้อยเพราะส่วนใหญ่เคยติดเชื้อและมีภูมิคุ้มกันแล้ว การแพร่ระบาดในโรงเรียนถ้ามีก็มักดำเนินการควบคุมจากเบาไปหาหนักถ้าพบคนสองคนก็ให้เด็กกลับบ้าน แต่ถ้ามีจำนวนมากถึงเกณฑ์ที่กำหนดก็อาจต้องถึงขั้นปิดห้องเรียนหรือปิดโรงเรียนในระยะสั้นๆ เมื่อโรคสงบก็เปิดเรียนได้

โรคนี้กลายเป็น “ปัญหาสาธารณสุข” (Public Health Problem) ที่สำคัญ เมื่อมีการระบาดที่รัฐซาราวักของมาเลเซีย เพราะพบเชื้อต้นเหตุของโรคตัวใหม่ คือ เอ็นเตโรไวรัส 71 (Enterovirus 71) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสในกลุ่ม “ไวรัสในลำไส้” เหมือนกัน แต่ทำให้เกิดโรครุนแรงในคนไข้บางคน ซึ่งอาจรุนแรงมากถึงตายได้ เพราะพบว่ามันไม่เพียงทำให้เกิดไข้ต่ำๆ และตุ่มพองที่มือ เท้า และปากเท่านั้น แต่อาจทำให้เกิด “พยาธิสภาพ” (Pathology) แก่อวัยวะสำคัญ คือ หัวใจและสมองทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis) ซึ่งทำให้ถึงตายได้โดยง่าย และอาจทำให้เกิดการอักเสบที่สมองโดยเฉพาะที่แกนสมอง (Brain Stem) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของอวัยวะสำคัญ เช่น ควบคุมความดันโลหิต การหายใจ เมื่อแกนสมองอักเสบก็จะทำให้ถึงตายได้โดยง่ายเช่นกัน

เอ็นเตโรไวรัส 71 ก็เหมือนเชื้อไวรัสอื่นๆ โดยมากมักไม่มียาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อโดยตรง ยาต้านไวรัสที่มีอยู่ก็มักใช้ไม่ได้ผล การรักษาโรคจึงต้องมุ่งรักษาตามอาการ และรักษาแบบประคับประคองให้ร่างกายผู้ป่วยพ้นจากภาวะวิกฤตและสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคจนหายได้เอง ผู้ที่ติดโรคนี้และเชื้อลุกลามเข้าสมองหรือหัวใจจึงมักเสียชีวิตในอัตราสูงมาก การแก้ปัญหาจึงต้องควบคุมการแพร่ระบาดให้สงบลงโดยเร็ว ควบคุมอุบัติการณ์ของคนไข้คนใหม่ (Incidence) ให้เพิ่มขึ้นน้อยที่สุด

เอ็นเตโรไวรัส 71 ถือเป็นเชื้อก่อโรคตัวใหม่ โรคนี้จึงถือเป็น “โรคอุบัติใหม่” (Emerging Disease) ซึ่งกลายเป็นปัญหาสาธารณสุขของโลกในปัจจุบัน ตอนที่โรคนี้ระบาดใหญ่ในรัฐซาราวักของมาเลเซีย ทางการก็ “หลงทาง” อยู่พักใหญ่ เพราะคิดว่าเกิดจากเชื้อโรคตัวเดิม คือ ไวรัสค็อกซ์แซกกี เนื่องจากมีอาการแบบ “คลาสสิก” (Classical Symptoms) คือมีตุ่มพองที่ มือ เท้า ปาก ชัดเจน แพร่ระบาดในกลุ่มเด็กเหมือนเดิม และข้อสำคัญเมื่อมีการนำเชื้อไปตรวจก็พบไวรัสค็อกซ์แซกกีในคนไข้หลายคน บรรดาแพทย์และนักสาธารณสุขจึงปักใจเชื่อว่า “ผู้ร้าย” คือไวรัสตัวเดิม แต่เพราะลักษณะของโรคมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมนั่นคือมีความรุนแรงถึงตายในคนไข้หลายคน จึงต้องมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญระดับโลกมาช่วยค้นหาต่อไปว่าเพราะอะไร ซึ่งในที่สุดก็พบผู้ร้ายตัวใหม่คือ เอ็นเตโรไวรัส 71 ซึ่งมีผลสำคัญคือต้องเพิ่มความระมัดระวัง และควบคุมการแพร่ระบาดอย่างเข้มข้นขึ้น เพราะโรคระบาดตัวนี้มิใช่เพียงสร้างปัญหาในระดับแค่ “ก่อความรำคาญ”เท่านั้น แต่ทำให้ถึงตายได้

สำหรับประเทศไทย ปัญหาโรคมือเท้า ปาก มีมานานแล้ว โดยแต่เดิมก็พบแต่เชื้อค็อกซ์แซกกีเป็นเชื้อต้นเหตุ ต่อมาหลังพบเชื้อต้นเหตุตัวใหม่ คือ เอ็นเตโรไวรัส 71 ไม่นาน ก็พบการแพร่ระบาดของเชื้อตัวใหม่ในประเทศไทย โดยพบเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 45 ปี มานี้ มี “รายงานโรค” นี้ คือ มีการพบผู้ป่วยแล้วมีรายงานอย่างเป็นทางการปีละ 12 หมื่นคน และมีรายงานผู้เสียชีวิตปีละ 34 คนทุกปี แต่ไม่เป็นข่าวใหญ่ ปีนี้เป็นข่าวใหญ่น่าจะเป็นเพราะมีการระบาดใหญ่และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในหลายประเทศ โดยเฉพาะที่กัมพูชาและจีน และที่เป็นข่าวลบต่อรัฐบาลในเวลานี้ ก็อาจเป็นเพราะการจัดการกับปัญหามีความไม่ถูกต้องอยู่

โรคนี้เป็น “ปัญหาสาธารณสุข” ไม่ใช่ปัญหาการเมือง การแก้ปัญหาต้องแก้ด้วย “ความรู้” มิใช่แก้ด้วย “อำนาจ” เพราะอำนาจใช้ได้กับผู้ยอมอยู่ใต้อำนาจเท่านั้น บังคับเชื้อโรคไม่ได้ ข้อสำคัญต้องมุ่งให้โรคสงบโดยเร็ว “เพื่อสวัสดิภาพของประชาชน” มิใช่ถือโอกาสบนความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชน มุ่ง“หาเสียง” หรือหาประโยชน์ทางการเมือง จะต้องให้ “ความรู้และความจริง” แก่ประชาชนอย่างถูกต้องเหมาะสม เพื่อให้เกิด “ความตระหนัก” โดยไม่เกิด “ความตระหนก” เพื่อให้ประชาชนให้ความร่วมมืออย่างดีในการช่วยกันแก้ปัญหา ฉะนั้นการแก้ปัญหาเช่นนี้ จึงจำเป็นต้องให้เกียรติและให้บทบาทนำแก่ผู้รู้ โดยฝ่ายการเมืองจะต้องรับฟังให้มาก และสนับสนุนฝ่ายวิชาการ และฝ่ายบริหารที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง หากการเมืองมุ่งฉวยโอกาสหาเสียง ใช้อำนาจบนความไม่รู้หรือรู้ครึ่งๆ กลางๆ มุ่งหาคะแนนเสียงอย่างผิดๆ เช่น การมุ่งอวดว่าเราเก่งที่อื่นตายไปเยอะของเราไม่ตายเลย จนทำให้เกิดบรรยากาศว่ามีความพยายามปกปิดข้อมูลเมื่อมีการตายเกิดขึ้น ย่อมไม่เป็นผลดีแก่ฝ่ายใดเลย รวมทั้งฝ่ายการเมือง

ข่าวล่าสุด

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย