posttoday
โครงการ "ไข่แลกยา" จงใจหรือไร้เดียงสา (จบ)

โครงการ "ไข่แลกยา" จงใจหรือไร้เดียงสา (จบ)

24 กรกฎาคม 2555

ปัญหาการใช้ยาฟุ่มเฟือยเป็นปัญหาใหญ่ทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น

โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน

ปัญหาการใช้ยาฟุ่มเฟือยเป็นปัญหาใหญ่ทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น สาเหตุหลักเป็นเพราะอิทธิพลของธุรกิจยา โดยเฉพาะบริษัทยาข้ามชาติที่มีอิทธิพลสูงต่อระบบทุนนิยมโลก ซึ่งมีการผลักดัน สนับสนุน โน้มน้าว จูงใจ ตลอดจนให้สินบนและกดดันให้มีการใช้ยามากๆ เพื่อผลกำไรสูงสุด

ประการแรก แทนที่จะส่งเสริมให้ใช้ยาเท่าที่จำเป็น ธุรกิจยาจะพยายามเพิ่มยอดขายให้มากที่สุด ที่ร้ายแรงที่สุดคือ การขยายเป้าการใช้ยาจากเดิมมุ่งขายให้แก่คนป่วย มามุ่งขายให้แก่คนไม่ป่วยด้วย โดยทำให้คนที่ปกติไม่ควรต้องใช้ยากลับต้องมาใช้ยา เช่น การกำหนดค่ามาตรฐานระดับไขมันในเลือดให้ต่ำลง เดิมที่ถ้าเกิน 250 แนะนำให้ใช้ยา ลดลงมาเรื่อยๆ เหลือ 220, 200 และจนกระทั่งเหลือแค่ 180 ก็อาจต้องเริ่มใช้ยาแล้ว

ประการที่สอง การนำยาเข้าสู่ระบบทรัพย์สินทางปัญญาและนำไปผูกโยงกับระบบการค้า เริ่มจากสิทธิบัตรกรรมวิธีการผลิต (Process Patent) ซึ่งประเทศกำลังพัฒนายังพอต่อสู้ได้ แต่นับจากปี 2548 (ค.ศ. 2005) เป็นต้นมา ทุกประเทศต้องยอมรับระบบสิทธิบัตรตัวยา (Product Patent) ทั้งหมด และมีความพยายามจะขยายสิทธิผูกขาดจากที่องค์การการค้าโลกกำหนดอายุสิทธิบัตร 20 ปี มีการกดดันให้ขยายออกไปเป็น 25 ปี

ประการที่สาม มายาคติเรื่องชื่อทางการค้า ด้วยอิทธิพลของการโฆษณา การสร้างความจงรักภักดีต่อตราสินค้า (Brand Loyalty) ให้เชื่อว่ายายี่ห้อดี ดีกว่ายาตัวเดียวกัน แต่ใช้ชื่อสามัญ (Genenic Drug) ทั้งๆ ที่ระบบการขึ้นทะเบียนโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งเข้มงวดมาก กำหนดให้ต้องมีการศึกษาเปรียบเทียบที่เรียกว่าศึกษาชีวสมมูล (Bioequivalence) จนเป็นที่ยอมรับทางวิชาการ ซึ่งถือเป็นมาตรฐานสากลแล้ว จึงยอมให้ขึ้นทะเบียนได้ ยาที่มียี่ห้อหรือยาชื่อทางการค้าเหล่านี้ ราคาจะสูงกว่ายาชื่อสามัญเสมอ โดยมักจะสูงกว่ามาก

ประการที่สี่ การใช้ระบบจูงใจให้ใช้ยาเกินความจำเป็นและราคาแพง โดยการให้สินบนทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่โรงพยาบาลและบุคลากรวิชาชีพทางตรง เช่น โครงการตั้งเป้ายอดขายแก่แพทย์ ถ้าสั่งถึงเป้าก็จะมีการให้รางวัล เช่น ให้ไปต่างประเทศ หรือให้เป็นสิ่งของ เช่น รถยนต์ โทรศัพท์ เครื่องคอมพิวเตอร์

ประการที่ห้า การผลักดันให้มีการสั่งใช้ยาโดยเสรี ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยมี 2 ระบบ ที่เปิดให้มีการใช้ยาอย่างเสรี ได้แก่ 1) สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และ 2) ระบบการจ่ายยาในภาคเอกชน ทั้งในโรงพยาบาลและร้านยา เฉพาะในส่วนของสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งเป็นระบบของรัฐระบบเดียวที่ยอมให้ใช้วิธีการสั่งใช้ยาตามใจชอบนั้น ธุรกิจยาชอบมาก ระบบดังกล่าวทำให้เกิดการใช้ยาอย่างฟุ่มเฟือย ระบบนี้มีค่าใช้จ่ายต่อหัวประชากรสูงกว่าระบบบัตรทองถึง 56 เท่า

เมื่อเริ่มระบบประกันสังคมและระบบบัตรทอง ธุรกิจยาข้ามชาติในประเทศไทยออกโรงต่อต้าน เพราะกำหนดให้ใช้ระบบเหมาจ่ายรายหัว (Capitation) ทำให้โรงพยาบาลต้องควบคุมค่าใช้จ่ายซึ่งแน่นอนจะต้องใช้ยาเท่าที่จำเป็นและมีเหตุผล (Rational Use of Drug)โชคดีที่เราตัดสินใจเดินหน้าระบบเหมาจ่ายรายหัว ทำให้สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาธุรกิจยาพยายามผลักดันให้เงินเข้าสู่ระบบมากขึ้น โดยการเรียกร้องระบบร่วมจ่าย (Copayment) ซึ่งขณะนี้รัฐบาลยอมแล้วในเรื่องการเก็บ 30 บาท จากระบบบัตรทอง ซึ่งความเป็นจริงจะได้เงินเข้าระบบไม่มาก ราว 1,000–2,000 ล้านบาท ขณะที่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการทำบัตร การเก็บเงิน การลงบัญชี แต่ธุรกิจโรงพยาบาลก็มีส่วนในความพยายามผลักดันจนสำเร็จ เพราะค่าใช้จ่ายต่างๆ รัฐก็ต้องควักเพิ่ม ขณะที่รายได้ 1,000–2,000 ล้านบาทจะเข้าสู่ระบบเงินบำรุงของโรงพยาบาล ซึ่งจำนวนไม่น้อยจะใช้เป็นค่ายา

ประการที่หก การใช้ยาในกรณีไม่จำเป็นและไม่สมควร เช่น การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างพร่ำเพรื่อในโรคท้องร่วงหรือโรคหวัด ซึ่งส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องใช้

องค์การอนามัยโลกมีความพยายามมาอย่างยาวนาน เพื่อควบคุมการใช้ยาอย่างไม่สมเหตุสมผล แต่ด้วยอิทธิพลของธุรกิจยา ทำให้หน่วยงานนี้ถูก “บอนไซ” ไม่เติบโต และไม่สามารถขยับตัวทำอะไรได้มาก

การที่กระทรวงสาธารณสุขออกมา “จุดพลุ” เรื่องนี้นับเป็นเรื่องดี แต่ต้องวิเคราะห์ปัญหาให้ดี และแก้ให้ตรงจุด การเข้าไปจับตรงปลายเหตุที่ประชาชนโดยเฉพาะในชนบทเป็นการเริ่มต้นผิดจุด เพราะคนชนบทส่วนมากอยู่ในระบบบัตรทอง ซึ่งอยู่ในระบบเหมาจ่าย มีการควบคุมการใช้จ่ายอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว การที่มียาเหลือส่วนใหญ่มิใช่ความผิดของประชาชนและระบบบริการสามารถแก้ไขได้ โดยบางแห่งได้ทำสำเร็จแล้ว

อันที่จริงเรื่องนี้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ มีแผนงานเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยาที่มุ่งแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และเรื่องนี้เคยเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมที่มีรัฐมนตรีสาธารณสุขเป็นประธาน และผู้เขียนได้เสนอแล้วว่าถ้าจะลดการใช้ยาฟุ่มเฟือย เพียงลดการใช้ยาชื่อการค้าในระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ตัดรายการยาที่ไม่จำเป็น เช่น ยาข้อเข่าเสื่อมที่เป็นข่าว และลดการใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ ก็จะลดค่าใช้จ่ายเรื่องยาลงได้ปีละไม่ต่ำกว่าหมื่นล้าน

การทำโครงการ “ไข่แลกยา” เป็นการเริ่มต้นที่ผิดจุด ผิดวิธี ขณะที่วิธีที่ควรทำกลับไม่ทำ ย่อมทำให้เกิดข้อสงสัยว่า หรือจะเป็นเพียงการเบี่ยงเบนและกลบเกลื่อนข่าวการทุจริตเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม