
ปีเปลี่ยนถ่าย
ก็ชัดๆ กันไปแล้วครับ สำหรับท่าทีจากชาติมหาอำนาจทั้งหลายต่อสถานการณ์เศรษฐกิจของตัวเอง แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวกันบ้างแล้ว ปีนี้ก็น่าจะเป็นปีที่ทุลักทุเลพอสมควร
สำหรับตลาดทุนทั่วโลกนั้น ปีนี้ถือว่าเป็นปีแห่งการเปลี่ยนถ่ายจากวิกฤตมาสู่ภาวะปกติ แต่จะไปได้สวยเพียงใดนั้นไม่มีใครตอบได้ แต่ที่แน่ๆ ตลาดทุนทั่วโลกจะไม่คึกคักเหมือนช่วงปีที่แล้ว ที่ได้อานิสงส์จากหุ้นราคาถูกที่นักลงทุนพากันเข้าไปช้อนซื้อกัน ประกอบกับดอกเบี้ยสหรัฐต่ำติดดิน นักลงทุนก็กล้าเสี่ยงกันมากขึ้น
ดังนั้น ในปีนี้ปัจจัยที่จะส่งผลต่อตลาดมากที่สุดก็คือผลประกอบการของเอกชน โดยเฉพาะบริษัทรายใหญ่ในสหรัฐ เพราะถือเป็นดัชนีชี้วัดอะไรได้หลายๆ อย่าง เช่น กำลังซื้อของผู้บริโภคจะกลับมาฟื้นตัวหรือไม่ ถ้าเอกชนเริ่มกลับมามีกำไรก็จะทำให้เกิดการจ้างงานด้วย หากยังไร้สัญญาณนี้ ตลาดแรงงานก็จะยังซบเซาต่อไป
ย้ายไปที่จีน บรรดาผู้นำจีนแถลงต่อการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ ยอมรับว่าปีนี้จีนเองก็เจออะไรที่ลำบากซับซ้อนไม่น้อย ไหนจะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ไหนจะต้องเจอกับสงครามการค้าจากภายนอกของสหรัฐ และไหนยังจะต้องเจอกับความเสี่ยงของภาวะฟองสบู่อีก จนรัฐบาลจีนต้องออกนโยบายควบคุมการปล่อยกู้กันหลายยก
ส่วนที่ยุโรปนั้น ดูเหมือนว่าปัญหาจะร้อนแรงที่สุดกว่าใครเพื่อน จากปัญหาหนี้ท่วมหัวของรัฐบาลกรีซ ที่เกรงๆ กันว่าจะลุกลามไปยังประเทศอื่นๆ ที่เริ่มมีปัญหาเดียวกันนี้และกำลังบั่นทอนเสถียรภาพของค่าเงินยูโรอย่างหนัก
นี่คือสภาพทั่วๆ ไปของเศรษฐกิจโลกในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ สภาพทั่วไปยังคงอ่อนปวกเปียก ไม่ได้ฟื้นตัวได้อย่างเข้มแข็ง ยังคงต้องการการกระตุ้นจากภาครัฐต่อๆ ไป แต่ยิ่งกระตุ้นไปก็ยิ่งทำให้เกิดปัญหาหนี้สาธารณะมากยิ่งขึ้น
ประเทศไทยเองก็ยังคงอยู่ในวงจรนี้ เราต้องไปกู้เงินต่างชาติมากระตุ้นเศรษฐกิจชาติไปแล้ว 8 แสนล้านบาท ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะอยู่ประมาณ 4 ล้านล้านบาท คิดเป็นราว 40% ของจีดีพี แม้ว่าจะยังไม่เกินเพดานที่ประมาณกว่า 50% แต่ก็ถือเป็นตัวเลขที่น่าตกใจไม่น้อย
แต่วันนี้น่าเสียใจเป็นที่สุด ที่มีพี่น้องชาวไทยกลุ่มใหญ่ถูกคนคิดร้ายไม่กี่คนหลงใช้เป็นเครื่องมือสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยยังเต็มไปด้วยปัญหา ที่พลเมืองทุกคนมีหน้าที่ช่วยกันแก้ และต้องช่วยกันสร้างชาติ
ไม่ใช่มัวแต่ทำลายชาติเพื่อช่วยมหาเศรษฐีคนนั้นที่มีเงินเป็นหมื่นๆ ล้านก็ยังไม่รู้จักคำว่า
“พอ” เพียงคนเดียว






