posttoday
ศก.สหรัฐในฟองสบู่ เฟดกับทางแพร่ง ขึ้นดอกเบี้ยได้หรือยัง?

ศก.สหรัฐในฟองสบู่ เฟดกับทางแพร่ง ขึ้นดอกเบี้ยได้หรือยัง?

16 มีนาคม 2553

8...ทีมข่าวต่างประเทศ

สัปดาห์นี้ทุกสายตาจะจดจ่อที่การประชุมกำหนดนโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อีกครั้ง ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่า คราวนี้เฟดจะตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ Fed Fund Rate หรือไม่ หลังจากเมื่อเดือนที่แล้วได้ตัดสินใจอย่างสายฟ้าแลบด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน หรือ Discount Rate

ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐอยู่ในระดับต่ำสุดขีดที่ 0.25% ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วเป็นระดับที่ไม่ต่างจากอัตราดอกเบี้ยที่ 0% มากนัก

ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำสุดขีดเช่นนี้ แทนที่จะเกื้อหนุนให้นักลงทุนและผู้บริโภคใช้จ่ายมากขึ้นดังที่เคยเป็นมาในช่วงระยะกว่าปีที่ตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับนี้ แต่ในห้วงเวลาล่าสุด ดอกเบี้ยที่ 0.25% หรือเฉียด 0% กำลังกลายเป็นความกังวลมากกว่าสิ่งพึงปรารถนา

ด้วยความกังวลและด้วยการตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยมาตรฐาน ทำให้การประชุมครั้งล่าสุดจึงเกิดคำถามขึ้นมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงว่าเฟดจะตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำเตี้ยเช่นนี้ต่อไปอีกนานเพียงใด?

นักวิเคราะห์และนักลงทุนเชื่อว่า เฟดจะยังไม่ตัดสินใจยุตินโยบายดอกเบี้ยต่ำในเร็วๆ นี้ พิจารณาจากการกล่าวเป็นนัยของแถลงการณ์การประชุมและถ้อยแถลงในระยะหลังของนายเบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการฯ เฟด รวมถึงคณะกรรมการบริหารเฟดรายอื่นๆ ที่มักตอกย้ำว่าจะคงนโยบาย “ต่อไปอีกระยะหนึ่ง” หรือกล่าวว่าอัตราดอกเบี้ยต่ำ “เป็นสิ่งที่เหมาะสมอย่างที่สุด” หรือที่ว่า “พึงพอใจ” กับอัตราดอกเบี้ยในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ไม่ยากว่าเฟดจะกำหนดทิศทางนโยบายการเงินในลักษณะใดในการประชุมครั้งนี้ แต่หากเฟดยังตรึงอัตราดอกเบี้ยเท่าเดิมต่อไป ไม่เพียงจะยังให้ความกังขาเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยยืดเยื้อต่อไปเท่านั้น แต่จะยังให้เกิดคำถามขึ้นมาอีกหนึ่งประเด็น

คำถามที่ว่าก็คือ นโยบายดอกเบี้ยต่ำสุดขีดของเฟดกำลังบ่มเพาะปัญหาแทนที่จะแก้ปัญหาหรือไม่?

ปัญหาที่ว่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับความกังวลถึงแนวโน้มเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นผลพวงจากดอกเบี้ยต่ำที่เฟดหวาดกลัวหนักหนา แต่เกี่ยวพันกับภาวะฟองสบู่ที่เป็นผลพวงมาจากนโยบายการเงินเชิงผ่อนปรน ที่ปล่อยให้เงินไหลเข้าสู่ระบบอย่างลื่นไหลและอย่างง่ายดาย หรือ EasyMoney Policy

สาธารณชนมีเหตุผลที่จะกังวลว่ามาตรการดอกเบี้ยต่ำจะกลายเป็นชนวนของภาวะฟองสบู่แตก เหมือนดังเช่นเมื่อครั้งวิกฤตฟองสบู่หุ้นอินเทอร์เน็ต หรือฟองสบู่ dot.com ช่วงปลายทศวรรษที่ 90 รวมถึงฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ช่วงกลางทศวรรษที่แล้ว ซึ่งครั้งนั้นอัตราดอกเบี้ยต่ำเปิดทางให้นักลงทุนกู้เงินมาปั่นราคาสินทรัพย์กันอย่างสนุกมือ จนเชื้อเชิญให้วิกฤตการเงินมาเยี่ยมเยือนสหรัฐซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สัญญาณอันตรายที่ต้องจับตามองในขณะนี้ คือความเคลื่อนไหวของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ความคึกคักของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะราคาทองคำและน้ำมัน ไปจนถึงความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐ ที่ขณะนี้รีบาวด์ขึ้นมาถึง 60% จากจุดต่ำสุดเมื่อปีที่แล้ว

ในภาวะที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ การเผชิญกับความเสี่ยงจากกระแสปั่นฟองสบู่ธุรกิจการลงทุนกลุ่มต่างๆ ย่อมก่อให้เกิดความหวาดผวาได้โดยง่าย

แต่ที่ยิ่งเขย่าขวัญสั่นประสาทยิ่งกว่าก็คือ วิกฤตเศรษฐกิจและการเงินครั้งล่าสุด ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากภาวะฟองสบู่แตกเช่นกันการหวนกลับมาเผชิญเท่ากับตอกย้ำกรณี “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” ทั้งๆ ที่ร่องรอยของภัยพิบัติครั้งก่อนยังไม่เจือจาง

ลักษณะเช่นนี้ไม่เพียงตอกย้ำถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจสหรัฐเท่านั้น แต่จะยังทำลายความน่าเชื่อถือของเฟด ในฐานะผู้กอบกู้เศรษฐกิจโลกจนย่อยยับ

ขณะนี้ในหลายภาคส่วนของระบบเศรษฐกิจจึงระงมไปด้วยเสียงท้วงติงและเรียกร้องให้เฟดรีบยื่นมือเข้ามาสกัดกั้นแนวโน้มของการเกิดภาวะฟองสบู่พองตัวโดยเร็ว ก่อนที่เศรษฐกิจจะเผชิญกับหายนะซ้ำซ้อน

ขณะนี้เฟดไม่มีท่าทีกังวลกับภาวะฟองสบู่อย่างกระวนกระวาย มิหนำซ้ำ นายเบนเบอร์แนนคี ยังเคยตัดพ้อเอาไว้ในถ้อยแถลงเมื่อเดือน ม.ค. ว่า นโยบายการเงินของเฟดตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์จนเกินกว่าเหตุต่อสาเหตุที่ราคาบ้านพุ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็วในระยะหลัง ซึ่งหมายความว่าเฟดตกเป็นแพะรับบาปของการวิตกต่อภาวะฟองสบู่บ่อยครั้งจนเกินไป

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าเฟดจะนิ่งนอนใจเพราะทราบดีเช่นกันว่า หากปล่อยให้ดอกเบี้ยต่ำยืดเยื้อยาวนานเกินไป ย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะปลุกกระแสเก็งกำไรจนเกินงามในตลาดทุน กระทั่งกลายเป็นภาวะฟองสบู่ในที่สุด ดังที่เฟดระบุไว้ในสรุปผลการประชุมเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว

แต่จนแล้วจนรอด เฟดยังไม่แสดงท่าทีที่จะรับมือกับภาวะฟองสบู่ตามเสียงเรียกร้อง นอกจากนี้ ถึงจะมีเสียงเรียกร้องจากนายโทมัส ฮีนิก ประธานเฟด สาขาแคนซัสซิตี ให้ทบทวนนโยบายการเงิน ซึ่งถือเป็นการแสดงท่าทีขัดแย้งในคณะกรรมการกำหนดนโยบายที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก แต่ท้ายที่สุดเสียงส่วนใหญ่ย้ำว่าอาจยังไม่ถึงเวลา

เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว คำถามสำคัญก็คือ เฟดสมควรกังวลในเรื่องใดมากกว่ากัน ระหว่างเงื่อนไขการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ หรือเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่?

การยอมรับถึงความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดขีด ย่อมแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเฟดไม่ประมาทในเรื่องนี้ แต่ขณะเดียวกันเฟดจะไม่พลิ้วไหวไปตามกระแสกังวล เพราะสหรัฐเคยผ่านภาวะฟองสบู่ถึง 2 ครั้ง ในระยะเวลาไม่ถึง 2 ทศวรรษ จึงง่ายที่สาธารณชนจะหวาดผวากับวิกฤตฟองสบู่ ทั้งๆ ที่ไม่แน่ใจว่าภาวการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นด้วยสาเหตุใด หรือกินระยะเวลานานเพียงใดจึงจะระเบิดเป็นเสี่ยง

พูดอย่างตรงไปตรงมาก็คือ เฟดจะไม่คล้อยตามการตื่นตระหนกที่ปราศจากวี่แววของปัญหาที่เป็นรูปธรรมเป็นอันขาด!

นั่นก็เพราะเฟดมีภาระที่จะต้องแบกรับต่อไปอีกมากมาย โดยเฉพาะการค้ำยันให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างเต็มที่ และหากเฟดมีเหตุผลที่จะต้องกังวลกับนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดขีด เฟดก็ควรกังวลผลพวงที่ตามมาจากภาวะเงินเฟ้อมากกว่า

โปรดสังเกต ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าฯ เฟด รายใดก็ตาม “ปัญหาเงินเฟ้อ” เป็นสิ่งที่มักจะเป็นคำที่ติดปากอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นในสมัยของนายพอล วอล์กเกอร์ นายอลัน กรีนสแปน จนถึงสมัยของนายเบน เบอร์แนนคี

หากดอกเบี้ยต่ำสุดขีดไม่แปรสภาพความเสี่ยงจากปัญหาเงินเฟ้ออย่างอ่อนๆ ให้กลายเป็นภัยคุกคามที่ชัดเจนจากภาวะฟองสบู่ก่อตัว

แนวโน้มที่เฟดจะกระตือรือร้นแสดงท่าทีปรับเปลี่ยนนโยบายอย่างฉับพลันยังเป็นสิ่งที่คาดหวังได้ยาก

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน