
การคุ้มครองสิทธิประชาชนโดยศาลรัฐธรรมนูญ
โดย...สมพล ตระกูลรุ่ง
โดย...สมพล ตระกูลรุ่ง
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญให้กับประชาชนอีกกรณี คือ
การคุ้มครองสิทธิในการถูกดำเนินคดีอาญาตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 39 วรรคสอง ที่บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด ซึ่งสอดคล้องกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declarationof Human Rights) ข้อ 11 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “บุคคลซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีความผิดอาญา มีสิทธิได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ จนกว่าจะพิสูจน์ว่ามีความผิดตามกฎหมายในการพิจารณาโดยเปิดเผย และผู้นั้นได้รับหลักประกันทั้งหลายที่จำเป็นในการต่อสู้คดี”
กรณีนี้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรม นูญที่ 12/2555 ที่ศาลฎีกาส่งคำโต้แย้งของจำเลยในคดีอาญา ให้วินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 มาตรา 54 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 39 วรรคสอง หรือไม่
มาตรา 54 ของ พ.ร.บ.ขายตรงฯ บัญญัติไว้ว่า “ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษตามพระราชบัญญัตินี้เป็นนิติบุคคล ให้กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า ตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น”
รัฐธรรมนูญ มาตรา 39 วรรคสอง บัญญัติว่า “ในคดีอาญาต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด”
เหตุที่ พ.ร.บ.ขายตรงฯ บัญญัติไว้เช่นนั้น ก็เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคจากการเสนอขายสินค้าหรือบริการโดยตรง ทำให้ผู้บริโภคไม่อาจตัดสินใจซื้อสินค้าหรือรับบริการได้อย่างรอบคอบ ซึ่งสินค้าหรือบริการอาจไม่ตรงกับที่โฆษณาไว้ ประกอบกับในปัจจุบันมีผู้อาศัยช่องทางการขายตรง แสวงหาประโยชน์โดยการหลอกลวงประชาชน ทำให้ผู้บริโภคตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบ จึงได้กำหนดเป็นข้อสันนิษฐานให้กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือบุคคลที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลต้องรับโทษเหมือนนิติบุคคล
ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า มาตรา 54 ของ พ.ร.บ.ขายตรงฯ “เป็นข้อสันนิษฐานตามกฎหมายที่มีผลเป็นการสันนิษฐานความผิดของจำเลย โดยโจทก์ไม่ต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงการกระทำหรือเจตนาอย่างใดอย่างหนึ่งของจำเลยก่อน เป็นการนำความผิดของบุคคลอื่นมาเป็นเงื่อนไขของการสันนิษฐานให้จำเลยมีความผิดและต้องรับโทษทางอาญา เนื่องจากการสันนิษฐานว่า ถ้าผู้กระทำผิดเป็นนิติบุคคล ก็ให้กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น ต้องร่วมรับผิดกับนิติบุคคลผู้กระทำผิดด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า ตนไม่ได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของนิติบุคคลดังกล่าว โดยโจทก์ไม่ต้องพิสูจน์ถึงการกระทำหรือเจตนาของกรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้นว่า มีส่วนร่วมเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของนิติบุคคลอย่างไร คงพิสูจน์แต่เพียงว่านิติบุคคลกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และจำเลยเป็นกรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลเท่านั้น กรณีจึงเป็นการสันนิษฐานไว้แต่แรกแล้วว่า กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น ได้กระทำความผิดด้วย อันมีผลเป็นการผลักภาระการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ไปยังกรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้นทั้งหมดทุกคน
บทบัญญัติมาตราดังกล่าว จึงเป็นการสันนิษฐานความผิดของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา โดยอาศัยสถานะของบุคคลเป็นเงื่อนไขมิใช่สันนิษฐานข้อเท็จจริงที่เป็นองค์ประกอบความผิดเพียงบางข้อหลังจากที่โจทก์ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความผิดที่จำเลยถูกกล่าวหา และยังขัดกับหลักนิติธรรมข้อที่ว่า โจทก์ในคดีอาญาต้องมีภาระการพิสูจน์ถึงการกระทำความผิดของจำเลยให้ครบองค์ประกอบความผิด”
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงก็ว่าได้ เพราะผู้ร่างกฎหมายในระยะหลังๆ มักจะมักง่ายใช้กฎหมายสันนิษฐานให้กรรมการของนิติบุคคลต้องรับผิดร่วมด้วย เพราะง่ายต่อการทำงาน กฎหมายที่มีบทบัญญัติทำนองนี้จึงมีเป็นจำนวนมาก ซึ่งนอกจากจะขัดหลักนิติธรรมแล้ว ข้อสันนิษฐานดังกล่าวยังเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพและสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบธุรกิจที่บริสุทธิ์เป็นอย่างมาก และเป็นช่องทางให้พนักงานสอบสวน (บางคน) ใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์จากผู้ประกอบการที่สุจริต







