posttoday
อำนาจพิเศษ

อำนาจพิเศษ

30 มิถุนายน 2555

ข่าวการคุกคามศาลรัฐธรรมนูญโดยแกนนำคนเสื้อแดงและบุคคลในพรรคเพื่อไทยบางคนอาจทำให้เราๆ ท่านๆ งุนงงสงสัยว่า ศาลอะไรหนอ

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

ข่าวการคุกคามศาลรัฐธรรมนูญโดยแกนนำคนเสื้อแดงและบุคคลในพรรคเพื่อไทยบางคนอาจทำให้เราๆ ท่านๆ งุนงงสงสัยว่า ศาลอะไรหนอ (ซึ่งก็คือศาลรัฐธรรมนูญ) ช่างง่อนแง่นแคลนคลอนง่ายเหลือเกิน แล้วเราจะฝากอนาคตไว้กับสถาบันที่โงนเงนอย่างนี้ได้หรือ?

โดยส่วนตัวของผู้เขียนเชื่อว่า “ได้” ด้วยเหตุผลสำคัญคือ ศาลรัฐธรรมนูญนี้เป็น “ศาลพิเศษ” เป็นผู้ใช้ “อำนาจพิเศษ” ที่มีบัญญัติไว้ตามรัฐธรรมนูญ ยิ่งไปกว่านั้นยังถือว่าเป็น “กลไกทางการเมือง” ที่ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลอันเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตยนั้นด้วย

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าอะไรคือ “อำนาจพิเศษ” (ซึ่งสิ่งนี้ถูกกลุ่มที่กำลังถล่มศาลรัฐธรรมนูญเรียกว่า “อำนาจมืดนอกระบบ” อย่างชุดเอกสารในทำนองจดหมายเปิดผนึกหลายฉบับที่ส่งไปยังผู้คนต่างๆ ที่ผู้เขียนก็ได้รับด้วยคนหนึ่ง) และอำนาจพิเศษนี้ส่งผลหรือมีประโยชน์อย่างไรต่อบ้านเมือง หรือเลวร้ายอย่างที่กลุ่มคนดังกล่าวตั้งโจทย์ไว้หรือไม่

คนที่เรียนวิชารัฐศาสตร์มาคงเคยได้ยินชื่อของนักปราชญ์ทางการเมืองการปกครองอย่าง โธมัส ฮอบส์ หรือจอห์น ล็อก ซึ่ง 2 ท่านนี้กล่าวถึงเริ่มแรกที่มี “รัฐ” หรือระบบการปกครองเกิดขึ้น โดยฮอบส์แม้จะมองธรรมชาติของมนุษย์ในแง่ร้าย (ว่าเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวและแก่งแย่งชิงดีกัน) แต่ก็ยอมรับว่าสามารถควบคุมได้ ถ้าหากให้ “ใครสักคน” หรือ “อะไรสักอย่าง” เข้ามาจัดการดูแล ซึ่งฮอบส์เรียกสิ่งนี้ว่า “Leviathan”(ที่ปกหนังสือของเขาในชื่อเดียวกันนี้วาดเป็นรูปสัตว์ประหลาดที่ใหญ่โตน่าเกลียดน่ากลัว)ที่ผู้เขียนขอเรียกง่ายๆ ว่า “สัตว์พิเศษ”

สัตว์พิเศษนี่แหละที่ทำหน้าที่ในการคุ้มครองดูแลให้มนุษย์อยู่ร่วมกันได้ เพราะถ้าใครขืนไม่เชื่อฟังหรือไม่อยู่ในระบบระเบียบก็จะต้องถูกสัตว์พิเศษนี้จัดการ ทั้งนี้ก็เพราะว่ามนุษย์ได้มอบสิทธิขาดอันรวมถึงเสรีภาพของมนุษย์ด้วยนั้นให้แก่สัตว์พิเศษตัวนี้ไปแล้ว และด้วยความเข้มแข็งเด็ดขาด (ดุร้าย) ดังนี้ผู้ปกครองจึงมีฐานะเสมือน “สัตว์พิเศษ” ที่ทุกคนต้องเชื่อฟังยำเกรง

ฮอบส์เกิดในยุคที่ประเทศอังกฤษมีสงครามกลางเมืองราวต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 จึงมีประสบการณ์ที่เลวร้ายต่อระบบการปกครองสมัยนั้น บ้างก็วิจารณ์ว่าฮอบส์ต้องการเสียดสีระบบการปกครองที่วุ่นวายสับสนในยุคนั้น บ้างก็ว่าฮอบส์เป็นต้นแบบแนวคิดของการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันคือมองว่าฮอบส์เป็นนักคิดคนแรกที่ศึกษาเกี่ยวกับ “ธรรมชาติของมนุษย์” อย่างละเอียด (แม้ก่อนหน้านั้นราว 400 ปีก่อนคริสตกาล อริสโตเติลปราชญ์ชาวกรีกจะเคยศึกษาว่า “มนุษย์เป็นสัตว์การเมือง” แต่นั่นก็เป็นเพียงคำเปรียบเปรยแต่ไม่ได้ให้รายละเอียดที่เป็นระบบ) แม้จะออกไปในแนว “โหดๆ ” แต่ก็มีส่วนจริงอันเป็นที่ยอมรับ อย่างที่ยังมีหลายๆ ประเทศที่ปกครองกันด้วยความเข้มงวด ทั้งที่เป็นความเข้มงวดอันเกิดจากผู้ปกครองนำมาใช้และความเข้มงวดอันเกิดจากประชาชนภายใต้การปกครองทั้งหลายมอบให้

อำนาจพิเศษ

 

ล็อกเกิดหลังฮอบส์ไม่นานนักในยุคที่บ้านเมืองกลับคืนสู่ภาวะปกติภายใต้ระบอบกษัตริย์ที่ถูกฟื้นฟู ล็อกเป็นคนแรกที่กล่าวถึงคำว่า“เสรีภาพ” ในแง่ที่เป็นพลังอำนาจที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ ด้วยเสรีภาพนี้จึงทำให้มนุษย์มีความเจริญก้าวหน้าและสร้างสรรค์อารยธรรมต่างๆ อย่างไรก็ตามล็อกก็มีความเห็นคล้ายๆ ฮอบส์ที่ว่าในสภาพธรรมชาตินั้นมนุษย์ตกอยู่ในอันตราย ซึ่งอันตรายที่ร้ายแรงที่สุดในความคิดของล็อกก็คือการถูกแย่งชิงหรือทำลายเสรีภาพ ดังนั้นมนุษย์ต้องหาผู้พิทักษ์ซึ่งก็คือผู้ปกครองหรือ “รัฐบาล” หน้าที่สำคัญของรัฐบาลคือการดูแลไม่ให้มีการทำลายเสรีภาพของกันและกัน รัฐบาลมีหน้าที่อันจำกัดเท่าที่คนทั้งหลายจะมอบให้ โดยจะต้องมีการทำความตกลงเป็นสัญญาต่อกัน อย่างที่เรียกว่า Social Contract หรือ “สัญญาประชาคม”

แนวคิดของล็อกปรากฏอยู่อย่างเด่นชัดในรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็คือหลักการต่างๆ เกี่ยวกับเสรีภาพ การที่รัฐบาลมีหน้าที่อันจำกัด และอำนาจต่างๆ ต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลกันอย่างเคร่งครัด ที่นักรัฐศาสตร์เรียกว่าระบบ Check and Balance ระหว่างฝ่ายบริหารคือประธานาธิบดี ฝ่ายนิติบัญญัติคือรัฐสภา และฝ่ายตุลาการคือศาล (บ้างก็ว่าสหรัฐเอาระบบนี้มาจากแนวคิดของมองเตสกิเออปราชญ์ชาวฝรั่งเศสที่แยกอำนาจอธิปไตยเป็น 3 ส่วนคือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการดังกล่าว) แต่มรดกความคิดที่สำคัญของล็อกก็คืออำนาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชน ประชาชนจึงเป็น “องค์อธิปัตย์” หรือผู้ทรงอำนาจสูงสุดในระบบการเมือง

ที่ยกแนวคิดของฮอบส์และล็อกมาอธิบายก็เพื่อจะบอกว่า แต่เดิมอำนาจสูงสุดที่เรียกว่า “อธิปไตย” (Sovereignty) และผู้ครองอำนาจนี้ที่เรียกว่า “องค์อธิปัตย์” (Sovereign) ไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ไหนหรืออยู่กับใครและมีลักษณะ ขนาด หรือรูปแบบอย่างไร จนคนทั้งสองนี้ไปศึกษาและอธิบาย โดยฮอบส์ก็คิดตามแนว (ร้ายๆ) ของแกแล้วสรุปว่าคือองค์อธิปัตย์ก็คือ Leviathan ที่ปกปักรักษาอธิปไตยทั้งหลายไว้ให้ผู้คน ส่วนล็อกก็ปลอบประโลมด้วยเสรีภาพอันงดงามพร้อมสรุปว่าอธิปไตยนั้นเป็นของประชาชนเพียงแต่แบ่งหรือมอบให้ผู้ปกครองเอาไปใช้

ยิ่งไปกว่านั้นนักรัฐศาสตร์เชื่อว่าแนวคิดของบุคคลทั้งสองเป็นแรงกระตุ้นอันสำคัญของการสร้างกฎหมายสูงสุดที่เราเรียกกันว่า “รัฐธรรมนูญ” ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นหลักประกันแก่การอยู่ร่วมกันของผู้คนในระบบการปกครองหนึ่งๆ ว่า จะมีการใช้อำนาจอันเป็นที่ยอมรับระหว่างผู้ปกครองกับผู้ใต้ปกครองที่เรียกในทางวิชาการว่า “ความชอบธรรม” (Legitimacy) ซึ่งเราก็จะพบว่าประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการหรือประชาธิปไตยต่างก็ต้องมีรัฐธรรมนูญใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศเพื่อรองรับความชอบธรรมให้แก่ระบอบด้วยกันทั้งสิ้น

รัฐธรรมนูญจึงเป็น “ประดิษฐกรรม” หรือสิ่งที่มนุษย์คิดทำขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์ทางการเมือง และในรัฐธรรมนูญนั้นก็จะ “บรรจุ” สิ่งต่างๆ ที่จะช่วยให้การปกครองมีระบบเป็นระเบียบและทำหน้าที่ต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ ได้แก่ รัฐสภา รัฐบาล ศาล ระบบราชการ และกระบวนการทางการเมืองการปกครองต่างๆ เช่น การเลือกตั้ง การตรวจสอบ และการงบประมาณ เป็นต้น

ทีนี้ก็มาถึงศาลรัฐธรรมนูญ อย่างที่เราทราบกันดีว่าประเทศไทยมีปัญหามากโดยเฉพาะความเลวร้ายของนักการเมืองและกลุ่มอำนาจต่างๆ ที่ไม่ค่อยเคารพต่อกติกาของระบอบ แม้กระทั่งต่อกฎหมายสูงสุดคือรัฐธรรมนูญนี้ รัฐธรรมนูญของไทยตั้งแต่ฉบับ 2540 จึงคิดค้นนำระบบศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมาใช้ แต่เดิมก็ให้อำนาจเพียงแค่คอยวินิจฉัยให้ความเห็นต่อการกระทำที่อาจจะขัดแย้งหรือไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แต่ภายหลังจึงพบว่ายังมีประสิทธิภาพน้อยไป ดังนั้นรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 จึงมีมาตรการเข้มงวดขึ้น ถึงขั้นให้เป็นองค์กรที่ต้องพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญนั้นด้วย อย่างที่กำลังต้องใช้อำนาจนี้วินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังจะเข้าวาระ 3 นี้เป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญเดิมหรือเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองหรือไม่

ความจริงนั้น “องค์กรอำนาจพิเศษ”นอกจากศาลรัฐธรรมนูญนี้แล้ว พวกองค์กรอิสระอื่นๆ ที่มีมาตั้งแต่ 2540 เป็นต้นว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือผู้ตรวจการแผ่นดิน แม้กระทั่งการส่งเสริมการตรวจสอบโดยประชาชนโดยตรง ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ผู้เป็นห่วงประเทศชาติคือ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ทั้งหลายนั่นแหละท่านคิดค้นขึ้นมา ทั้งนี้ก็โดยเหตุปัจจัยอันเดียวกัน คือจะขจัดหรือแก้ไขความเลวร้ายของการเมืองไทยนั้นอย่างไร

หลายคนคงจะระทึกว่าศาลรัฐธรรมนูญที่จะมีการไต่สวนเรื่องนี้ในวันที่ 5 และ 6 ก.ค. จะวินิจฉัยออกมาอย่างไร แต่ถ้าเป็นตามความคิดของผู้เขียนที่เชื่อ (และเป็นความเชื่อจากที่เห็นเขาพยายามมาตั้งแต่การเขียนรัฐธรรมนูญ 2550 นั้นแล้ว) ก็มองว่าศาลรัฐธรรมนูญน่าจะใช้ “ความเด็ดขาด” พิพากษา เอ๊ย วินิจฉัยออกมาอย่างฉับพลันทันที

เพียงแต่ว่าจะ “ลงโทษอย่างเด็ดขาด” หรือ “ประนีประนอมอย่างสุดๆ ” เท่านั้น

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม