
รัฐขันนอตส่งออก รับมือวิกฤตยุโรป
การประชุมคณะรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ 9 กระทรวง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
การประชุมคณะรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ 9 กระทรวง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) และทีมที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี โดยมี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ตั้งวงหารือกันถึงเรื่องผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากวิกฤตหนี้เสียของสหภาพยุโรป (ยูโรโซน) โดยเฉพาะด้านการส่งออก
ภายหลังการประชุมไม่มีมาตรการอะไรที่เป็นรูปธรรมมารับมือวิกฤตครั้งนี้ มีเพียงการรับทราบสถานการณ์เท่านั้น ที่ล่าสุดประเทศไซปรัสขอความช่วยเหลือทางการเงินจากสหภาพยุโรป สถานการณ์เศรษฐกิจสเปน และวิกฤตยูโรโซนมีผลกระทบต่อตลาดหลักทรัพย์ระยะสั้น เป็นต้น ซึ่งสถานการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
อภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า วิกฤตยูโรโซนกระทบสินค้าเกษตรบางตัว เช่น ข้าวและยาง โดยเฉพาะยางที่ขณะนี้การส่งออกลดลงแล้ว 49% เทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งจะมีการใช้เงินโครงการรักษาเสถียรภาพราคายาง 1.5 หมื่นล้านบาทเข้าไปพยุงราคา ส่วนสินค้าอาหารอื่นๆ ยังไม่มีผลกระทบมากนัก
“ตลาดส่งออกยางไทยไปอียู เราต้องแยก เพราะบางตลาดที่ยังแข็งแรง บางตลาดที่อ่อนแอ เราจึงเน้นไปเจาะตลาดในประเทศที่แข็งแรงอยู่ และภูมิภาคอื่นๆ” อภิชาต กล่าว
ทางด้าน ธปท. ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า วิกฤตยุโรปเริ่มกระทบยอดคำสั่งซื้อสินค้า ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวไปทั้งโลก ทั้งจีนและภูมิภาคเอเชียด้วย แต่ปีนี้ยังเชื่อว่าส่งออกไทยจะโตได้ 8%
ประสาร กล่าวว่า ผลกระทบจากวิกฤตยุโรปยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป รวมถึงติดตามการประชุมซัมมิตของยุโรปในวันที่ 28-29 มิ.ย.นี้ด้วย แต่การแก้ไขปัญหาในยุโรปน่าจะต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร เพราะแนวทางการแก้ไขปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือทางการเมืองและการคลังของกลุ่มเหล่านี้ที่ตั้งขึ้นมารวมศูนย์การบริหาร
“ส่วนผลกระทบต่อเรารุนแรงขึ้นหรือไม่ เท่าที่ดูตอนนี้เราก็เริ่มเห็นยอดสั่งซื้อสินค้าของภาคส่งออกเริ่มชะลอ (Slow Down) ไปทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในยุโรป หรืออเมริกาเท่านั้น แต่เริ่มชะลอไปในส่วนของจีน และภูมิภาคเอเซียด้วย “นายประสารกล่าว
ประสาร กล่าวว่า สำหรับการส่งออกของไทยในปีนี้ ธปท.ยังคาดว่าน่าจะโตได้ที่ระดับ 7-8% เท่าที่เคยคาดไว้เดิม ส่วนการที่ภาคส่งอออกลับมาปรับตัวดีขึ้นในช่วงเดือนพ.ค.ปีนี้นั้น ส่วนหนึ่งอาจะเป็นผลจากฤดูกาลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งถือเป็นแนวโน้มที่ยังไม่แน่นอน ยังต้องติดตามดูต่อไป ขณะที่ผลกระทบต่อภาคการเงินก็อาจจะมีภาวะผันผวนบ้างเป็นเรื่องธรรมดา เพราะอาจจะมีเงินทุนสว่นหนึ่งไหลกลับไปถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างเงินเหรียญสหรัฐฯ ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐฯแข็งค่าเกินพื้นฐานเศรษฐกิจที่แท้จริงของสหรัฐฯ(Over Volume) และมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนของไทยก็มีบ้าง ซึ่ง ธปท.ก็มีหน้าที่เข้าไปดูแลตามปกติ ไม่ได้รุนแรงอะไร
“เรื่องที่คนสนใจว่า ถ้าเศรษฐกิจปีนี้โตต่ำกว่า 5.5% เราจะใช้นโยบายดอกเบี้ยเข้าไปช่วยดูแลหรือไม่นั้น ตอนนี้ดูแล้วเศรษฐกิจไทยเรายังมีแนวโน้มเติบโตได้ เศรษฐกิจไตรมาสแรกปีนี้เข้มแข็ง แรงส่งในประเทศน่าจะทำให้เศรษฐกิจเราโตได้ตามศักยภาพ แต่ถ้าเราอยากจะโตได้มากกว่านี้เราจะต้องมีการลงทุนโครงกสร้างพื้นฐานเพิ่ม ตอนนี้ก็ถือว่าเราโตใกล้เต็มศักยภาพแล้ว เห็นได้จากการจ้างงานที่เข้มข้นขึ้น” นายประสารกล่าว
ทั้งนี้ ปีนี้ ธปท.ประมาณการว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) จะโตที่ระดับ 6% ภายใต้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ระดับ 0.53%







