
ปูถอยไม่สน'นาซา'รักษาตัวรอดเป็นยอดดี
เพื่อให้เกิดความเข้าใจ โดยไม่มีผลประโยชน์ใดๆ แอบแฝงทั้งสิ้น ตามที่บางฝ่ายกล่าวหาว่ารัฐบาลและ ครม.ไม่ปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติ
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
“เพื่อให้เกิดความเข้าใจ โดยไม่มีผลประโยชน์ใดๆ แอบแฝงทั้งสิ้น ตามที่บางฝ่ายกล่าวหาว่ารัฐบาลและ ครม.ไม่ปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติ ครม.จึงเห็นว่าการกล่าวหาแบบนี้เป็นเรื่องร้ายแรง ดังนั้นจึงอาศัยกลไกโดยนำเข้ารัฐสภาตามมาตรา 179 เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดต่อประชาชนและสังคมไทย ไม่ได้เป็นการแก้เกี้ยว แต่เพื่อระดมความเห็น”
ท่าทีล่าสุดของรัฐบาลผ่าน สุรพงษ์โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชะลอแผนอนุมัติให้องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ (นาซา) ขอใช้พื้นที่สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา เพื่อตั้งเป็นฐานสำรวจสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ออกไป
หมายความว่าโครงการของนาซาต้องถูกดองไว้จนกว่ารัฐบาลและรัฐสภาจะหาข้อสรุปร่วมกันได้ ส่งผลให้ในปีนี้นาซาจะยังไม่สามารถขนสารพัดอุปกรณ์ไฮเทคโนโลยีเข้าน่านฟ้าของไทยได้
ส่วนอีกโครงการที่สหรัฐขอใช้สนามบินอู่ตะเภาเหมือนกัน คือ ตั้งศูนย์ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ (เอชเอดีอาร์) ยังไม่มีความคืบหน้าในที่ประชุม ครม. เพราะต้องมีข้อตกลงในรายละเอียดพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคณะทำงานร่วมกันจากผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศและกองทัพ รวมไปถึงการกำหนดความตกลงในลักษณะพหุภาคี
ทั้งนี้ หากมองการตัดสินใจถอยของ ครม. มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจาก “เหตุผลทางการเมือง” เพราะก่อนหน้านี้ยืนยันมาตลอดว่า พร้อมผลักดันโครงการสำรวจชั้นบรรยากาศให้ผ่านเต็มที่ ประกอบกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นมาอีกว่า ไม่เข้าข่ายต้องให้รัฐสภาลงมติเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรค 2
เหตุผลทางการเมืองในความคิดของรัฐบาลมีหลายปัจจัยด้วยกันทั้งในและระหว่างประเทศ ความวิตกเรื่องการเมืองต่างประเทศคงหนีไม่พ้นเกิดความเกรงใจต่อสาธารณรัฐประชาชนจีน เพราะผลประโยชน์ระหว่างไทยกับจีนยังเกาะเกี่ยวกันอยู่ในหลายส่วนโดยเฉพาะเรื่องการเป็นตลาดส่งออกของไทย ซึ่งไทยต้องพึ่งพาแผ่นดินมังกรอยู่มาก หลังจากตลาดยุโรปเริ่มมีปัญหา รวมไปถึงการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างจีนและอาเซียน
ถ้าปล่อยให้สหรัฐเข้ามาแสดงกล้ามโตในอาเซียน โดยใช้ไทยเป็นฐานผ่านรูปแบบใดก็ตาม เชื่อได้ว่าจีนย่อมไม่พอใจท่าทีของไทยอย่างแน่นอน และจะไม่เป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนที่มีความแนบแน่นมายาวนาน
สำหรับเหตุผลการเมืองในประเทศ ต้องโฟกัสไปยังบทเรียนในอดีตที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในสมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชนปี 2551 ซึ่งขณะนั้น “นพดล ปัทมะ” ดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ เฉกเช่นเดียวกับสุรพงษ์ในปัจจุบัน
ปรากฏว่า นพดลได้ลงนามในคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา หรือ Joint Communique ฉบับลงวันที่ 18 มิ.ย. 2551 มีสาระสำคัญสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารที่มีปัญหาพิพาทเรื่องเขตแดนของทั้งสองประเทศขึ้นเป็นมรดกโลก
ผลของการลงนามในเวลานั้น ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้คำแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวมีลักษณะเป็นหนังสือสนธิสัญญาที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา โดยศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า “การที่ประเทศกัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกนั้น มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่เป็นประเด็นโต้เถียงกันในเรื่องของเส้นเขตแดนและขอบเขตที่ปราสาทตั้งอยู่.... คำแถลงการณ์ร่วมจึงเป็นหนังสือสัญญาที่อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศไทย จึงเป็นหนังสือสัญญาที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรค 2”
จากนั้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการขยายผลเพิ่มเติมด้วยการไต่สวนเพื่อนำไปสู่การให้ที่ประชุมวุฒิสภาถอดถอนนพดลออกจากตำแหน่ง
แม้ว่าวุฒิสภาจะไม่สามารถลงมติถอดถอนนพดลได้ แต่ในการดำเนินคดีอาญานั้น ป.ป.ช.ได้ส่งสำนวนฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไปแล้ว
ที่สำคัญ อย่าลืมว่าทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยหรือความคลุมเครือต่อการเสียสิทธิในดินแดนของไทย เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและง่ายต่อการปลุกกระแสชาตินิยมเพื่อล้มรัฐบาลได้อย่างมีพลังแบบที่รัฐบาลอาจไม่คาดคิด
ประกอบกับรัฐบาลชุดนี้มีต้นทุนการเมืองไม่แข็งแรงจากผลงานการบริหารประเทศที่ยังไม่ค่อยเข้าตามากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการรับมือภัยพิบัติที่กำลังจะมาในปีนี้ หากยังทำเรื่องไม่เป็นเรื่องอีก รัฐบาลย่อมเผชิญกับสถานการณ์แห่งความยากลำบากอีกครั้ง
ทั้งหมดนี้กลายเป็นบทเรียนให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ต้องพึงตระหนักอย่างหนัก เพราะอาจเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวให้รัฐบาลเผชิญแรงเสียดทานทางการเมืองโดยไม่จำเป็นทั้งคดีอาญาและการถอดถอน
ย่อมไม่เป็นผลดีแน่ๆ หากรัฐบาลจะต้องขึ้นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสู้คดีอีกครั้งในระหว่างที่ลูกพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงมีข้อพิพาทกับศาลอยู่
ไม่เพียงเท่านี้ การใช้แนวทางมาตรา 179 เพื่อให้รัฐสภาอภิปรายโดยไม่ลงมติยังเป็นโอกาสสำคัญให้รัฐบาลมีเวทีได้ชี้แจงทำความเข้าใจต่อสังคม เปิดรูระบายการเมืองไม่ร้อนมากขึ้น รวมทั้งยังไม่จำเป็นต้องเสนอเอกสารสำคัญทางราชการต่อรัฐสภาด้วย เพราะเป็นเพียงการใช้รัฐสภาเป็นที่ปรึกษาเท่านั้น ปิดช่องไม่ให้ฝ่ายค้านสาวหมัดใส่รัฐบาลได้ถนัด ต่างกับการใช้มาตรา 190 ซึ่งมีสภาพบังคับให้รัฐบาลต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดต่อรัฐสภา
จะว่าไปแล้วการถอยครั้งนี้รัฐบาลมีแต่ได้กับได้
ทว่า การใช้ช่องมาตรา 179 ใช่ว่าจะเป็นทางออกจากปัญหาของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นทางออกสู่ปัญหาใหม่ด้วย เนื่องจากความสุ่มเสี่ยงทางการเมืองได้เช่นกัน ในข้อหากระทำการขัดรัฐธรรมนูญ ดังที่ ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจ
“มาตรา 179 ให้ใช้ในกรณีที่รัฐบาลมีปัญหากับการบริหารราชการแผ่นดิน แม้ว่ารัฐบาลจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การประชุมของรัฐสภาแล้ว ท้ายสุดรัฐบาลยังไม่สามารถไปลงลงนามในข้อตกลงหรือสัญญาใดๆ กับนาซาหรือสหรัฐได้ หากรัฐบาลดื้อดึงไปลงนามในหนังสือสัญญากับต่างประเทศโดยไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา จะทำให้รัฐบาลมีปัญหา เพราะถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ”
ดังนั้น สุดท้ายแล้วถ้ารัฐบาลตัดสินใจให้นาซาเข้ามาดำเนินการ ย่อมหนีไม่พ้นต้องส่งเรื่องให้รัฐสภา เพียงแต่ว่ารัฐบาลจะถอยเรื่องนี้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยยอมเสียโอกาสร่วมมือกับนาซาเพื่อรักษาบรรยากาศการเมืองภายในประเทศและเสถียรภาพของรัฐบาลเอาไว้







