posttoday
ประเทศร้องไห้จ่าเพียรเกษียณแล้ว

ประเทศร้องไห้จ่าเพียรเกษียณแล้ว

14 มีนาคม 2553

กูไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง อีกปีเดียวกูก็เกษียณแล้ว แต่กูทำไปเพื่อตำรวจ ทหาร อส. ใน 3 จังหวัด คนทำความดีควรได้รับการดูแลตอบแทนบ้าง

กูไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง อีกปีเดียวกูก็เกษียณแล้ว แต่กูทำไปเพื่อตำรวจ ทหาร อส. ใน 3 จังหวัด คนทำความดีควรได้รับการดูแลตอบแทนบ้าง

โดย...อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์

“กูไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง อีกปีเดียวกูก็เกษียณแล้ว แต่กูทำไปเพื่อตำรวจ ทหาร อส. ใน 3 จังหวัด คนทำความดีควรได้รับการดูแลตอบแทนบ้าง”

คำพูดของ พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา “นาย” ที่ ร.ต.ท.ธาม ลอยสะเทื้อน รองสารวัตรป้องกัน|และปราบปราม (รอง สวป.) สภ.บันนังสตา จ.ยะลา ยอมรับนับถืออย่างสุดใจ ยังก้องอยู่ในความทรงจำของหมวดหนุ่ม เป็นคำพูดเพื่อบอกให้ลูกน้องได้เข้าใจต่อการเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรี ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการแต่งตั้ง ในฐานะที่ปฏิบัติหน้าที่ชายแดนภาคใต้มาร่วม 40 ปี และต้องการย้ายออกนอกพื้นที่ เพื่อความสบายใจของครอบครัว ในช่วงปีสุดท้ายของชีวิตราชการ

 

ประเทศร้องไห้จ่าเพียรเกษียณแล้ว

ไม่กี่วันก่อนเดินทางไปร้องเรียนที่กรุงเทพฯ พ.ต.อ.สมเพียร ถูกลอบวางระเบิด ขณะนั่งรถยนต์ออกไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ โชคดีที่เขาไม่ได้รับอันตราย หลังยื่นหนังสือร้องเรียนครั้งนั้น พ.ต.อ.สมเพียร เปิดใจให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวด้วยน้ำตาว่า

“ผมอยากกลับบ้านให้ลูกและภรรยาสบายใจในช่วงสุดท้ายของชีวิตราชการ แม้จะให้ยศพลตำรวจเอก ผมก็ไม่อยากได้ ถ้าหากกลับบ้านแบบมีธงชาติคลุม”

ผ่านไปเพียงสองสัปดาห์ น้ำตาของคนไทยรินหลั่ง กับภาพธงไตรรงค์ที่คลุมอยู่เหนือร่างวีรบุรุษ...

4 ปีแล้วที่หมวดธาม จากลพบุรีบ้านเกิด มาปฏิบัติหน้าที่ยัง อ.บันนังสตา เกือบปลายสุดด้ามขวาน ดินแดนซึ่งความรุนแรงได้คุกคามชีวิตอันสงบสุขของผู้คน เป็นช่วงเวลา 4 ปีที่หมวดหนุ่มได้สัมผัสกับมือปราบแห่งชายแดนใต้

“ผมมารับตำแหน่งเมื่อปี 2548 ตอนนั้นแกยังเป็นรองผู้กำกับป้องกันปราบปราม (รอง ผกก.ป.) ผมเห็นแกครั้งแรกไม่ได้รู้สึกศรัทธาแกเลย เพราะรูปร่างหน้าตาแกไม่สมาร์ตเลย ดูยังไงก็ไม่เชื่อว่าแกเป็นนักรบ ปกติแกจะนุ่งกางเกงวอร์ม สวมเสื้อยืด เย็นวันหนึ่งผมกำลังเล่นกีฬา แกก็เดินมาหาในชุดเดิม แต่สะพายปืนมาด้วย บอกว่าเฮ้ยไปทำงานกัน พอไปถึงจุดหมาย คนร้ายเปิดฉากยิงใส่ก่อน แกวิ่งนำหน้า เสื้อเกราะก็ไม่ได้ใส่ ยิงปะทะกันอย่างหนักฝ่ายคนร้ายตายไป 5 แต่พวกเราปลอดภัย”

ในฐานะลูกน้องใกล้ชิด ไม่ต่างจากมือขวา หมวดธามเล่าถึงเรื่องราวของนายผู้ล่วงลับว่า พ.ต.อ.|สมเพียร ทุ่มเททำงานโดยไม่หวังผลตอบแทน หวังอย่างเดียวคือทำลายเครือข่ายขบวนการก่อความไม่สงบให้ได้ ให้บันนังสตาเป็นแบบอย่างของการทำงานเพื่อรักษาความสงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

“แกเป็นต้นแบบของตำรวจ ไม่กินเหล้า ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง อยู่ในพื้นที่มานานตั้งแต่เป็นตำรวจชั้นประทวน ชาวบ้านเรียกแกว่า ‘จ่าเพียร’ คนเฒ่าคนแก่มุสลิมแถวบันนังสตารักแกหมด พอรู้ว่าแกเป็นผู้กำกับ ก็มาหา แกเป็นสัญลักษณ์ของตำรวจชายแดนใต้ คือเป็น|นักสู้ ถึงลูกถึงคน จึงจะได้ใจคน ดึกๆ แกก็ไปเยี่ยมลูกน้องตามฐาน ไปเยี่ยมชาวบ้าน ผมว่าผู้ก่อการคิดผิด การตายของผู้กำกับสมเพียร ทำให้คนส่วนใหญ่เห็นใจแก จะทำให้มวลชนที่ยังไม่เข้าข้างฝ่ายไหน จะหันมาให้ความร่วมมือกับฝ่ายรัฐมากขึ้น ในงานรดน้ำศพมีชาวบ้านมุสลิมจากบันนังสตาไปร่วมงานเยอะมาก”

แม้จะเป็นลูกน้องใกล้ชิด เป็นมือขวาที่ร่วมงานมากว่า 4 ปี แต่ไม่มีสักครั้งที่ผู้กำกับกระดูกเหล็กจะเอ่ยปากสอนงานให้ลูกน้องผู้ใต้บังคับบัญชา

“แกไม่เคยสอนงาน แต่แกปฏิบัติให้เห็น ทำให้ดู ผมร่วมจับกุมเข้าปะทะกับแกมาแล้ว 9 ครั้ง ฝ่ายตรงข้ามเสียชีวิต 25 คน ทุกครั้งแกนำเองเลย พันตำรวจเอกวิ่งนำหน้า แกบอกว่า อยากให้ดูว่าลูกปืนมันก็วิ่งเข้าหาพันตำรวจเอกไม่ใช่แต่นายสิบเท่านั้น เข้าป่าไปดักซุ่มคนร้ายแกก็แบกเป้เอง กินข้าวปลาเค็ม นอนตากฝนกับลูกน้อง ทุกครั้งที่ผู้บังคับบัญชาฝากเงินให้เป็นรางวัลแกไม่เคยเปิดซองดู แต่เรียกชุดทำงานเข้ามาแล้วยื่นซองให้ บอกให้ไปแบ่งกัน”

การพูดคุยนิ่งไปชั่วครู่ หมวดหนุ่มก็เอ่ยขึ้นว่า

“สำหรับผมแกเป็นยิ่งกว่าวีรบุรุษ”

ความเป็นวีรบุรุษของจ่าเพียร มิใช่จากการเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ แต่มาจากเรื่องราว|วีรกรรมการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้มาร่วม 40 ปี นับแต่จบการศึกษาจากโรงเรียนตำรวจภูธร จ.ยะลา เมื่อ พ.ศ. 2513 ก็บรรจุเข้ารับราชการที่ อ.บันนังสตา ในยุคที่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนเข้มแข็งถึงขีดสุด ผ่านการสู้รบปะทะกับกลุ่มโจร|ก่อการร้าย โจรจีนคอมมิวนิสต์มลายามานับ 100 ครั้ง บาดเจ็บถึง 8 ครั้ง ที่หนักสุดคือในช่วงปี 2519 ถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่ขาซ้ายจนเกือบพิการ

วีรกรรมของจ่าเพียรส่งผลให้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี เหรียญรามมาลาเข็มกล้ากลางสมร และได้เข้าร่วมพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ต่อเบื้องพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2525 ขณะมียศเพียงจ่าสิบตำรวจ เป็นจ่าตำรวจคนแรกและคนเดียวที่ได้ร่วมพิธีศักดิ์สิทธิ์นี้

ระยะเวลายาวนานถึง 40 ปี สำหรับชีวิตผู้คน โดยเฉพาะการมีชีวิตอยู่อย่างทุ่มเทเสียสละ นับว่าเหน็ดเหนื่อยอย่างยิ่ง

ไม่เพียงแต่งานราชการที่ทุ่มเทปฏิบัติเพื่อความสงบสุขของประเทศชาติและประชาชน วันนี้ “จ่าเพียร” เกษียณแล้วจากภาระทั้งปวง เหลือไว้แต่เรื่องราวความกล้าหาญ เสียสละ ยึดมั่นต่อหน้าที่ เสมือนตำนานที่จะอยู่ในความทรงจำของผู้คนตลอดไป

“หลับตาเถอะนะ ขอให้เธอหลับฝันดี คืนนี้ไม่ต้องห่วง ตรงนี้ฉันจะดูแลด้วยชีวิตของฉัน

ฝากดาวบนฟ้า ร้องเพลงนี้ให้เธอฟัง หากฉันไม่ได้กลับ อย่างน้อยให้เธอหลับสบายก็พอแล้ว...”


 

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน