
ประเทศร้องไห้จ่าเพียรเกษียณแล้ว
กูไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง อีกปีเดียวกูก็เกษียณแล้ว แต่กูทำไปเพื่อตำรวจ ทหาร อส. ใน 3 จังหวัด คนทำความดีควรได้รับการดูแลตอบแทนบ้าง
กูไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง อีกปีเดียวกูก็เกษียณแล้ว แต่กูทำไปเพื่อตำรวจ ทหาร อส. ใน 3 จังหวัด คนทำความดีควรได้รับการดูแลตอบแทนบ้าง
โดย...อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์
“กูไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง อีกปีเดียวกูก็เกษียณแล้ว แต่กูทำไปเพื่อตำรวจ ทหาร อส. ใน 3 จังหวัด คนทำความดีควรได้รับการดูแลตอบแทนบ้าง”
คำพูดของ พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา “นาย” ที่ ร.ต.ท.ธาม ลอยสะเทื้อน รองสารวัตรป้องกัน|และปราบปราม (รอง สวป.) สภ.บันนังสตา จ.ยะลา ยอมรับนับถืออย่างสุดใจ ยังก้องอยู่ในความทรงจำของหมวดหนุ่ม เป็นคำพูดเพื่อบอกให้ลูกน้องได้เข้าใจต่อการเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรี ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการแต่งตั้ง ในฐานะที่ปฏิบัติหน้าที่ชายแดนภาคใต้มาร่วม 40 ปี และต้องการย้ายออกนอกพื้นที่ เพื่อความสบายใจของครอบครัว ในช่วงปีสุดท้ายของชีวิตราชการ
ไม่กี่วันก่อนเดินทางไปร้องเรียนที่กรุงเทพฯ พ.ต.อ.สมเพียร ถูกลอบวางระเบิด ขณะนั่งรถยนต์ออกไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ โชคดีที่เขาไม่ได้รับอันตราย หลังยื่นหนังสือร้องเรียนครั้งนั้น พ.ต.อ.สมเพียร เปิดใจให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวด้วยน้ำตาว่า
“ผมอยากกลับบ้านให้ลูกและภรรยาสบายใจในช่วงสุดท้ายของชีวิตราชการ แม้จะให้ยศพลตำรวจเอก ผมก็ไม่อยากได้ ถ้าหากกลับบ้านแบบมีธงชาติคลุม”
ผ่านไปเพียงสองสัปดาห์ น้ำตาของคนไทยรินหลั่ง กับภาพธงไตรรงค์ที่คลุมอยู่เหนือร่างวีรบุรุษ...
4 ปีแล้วที่หมวดธาม จากลพบุรีบ้านเกิด มาปฏิบัติหน้าที่ยัง อ.บันนังสตา เกือบปลายสุดด้ามขวาน ดินแดนซึ่งความรุนแรงได้คุกคามชีวิตอันสงบสุขของผู้คน เป็นช่วงเวลา 4 ปีที่หมวดหนุ่มได้สัมผัสกับมือปราบแห่งชายแดนใต้
“ผมมารับตำแหน่งเมื่อปี 2548 ตอนนั้นแกยังเป็นรองผู้กำกับป้องกันปราบปราม (รอง ผกก.ป.) ผมเห็นแกครั้งแรกไม่ได้รู้สึกศรัทธาแกเลย เพราะรูปร่างหน้าตาแกไม่สมาร์ตเลย ดูยังไงก็ไม่เชื่อว่าแกเป็นนักรบ ปกติแกจะนุ่งกางเกงวอร์ม สวมเสื้อยืด เย็นวันหนึ่งผมกำลังเล่นกีฬา แกก็เดินมาหาในชุดเดิม แต่สะพายปืนมาด้วย บอกว่าเฮ้ยไปทำงานกัน พอไปถึงจุดหมาย คนร้ายเปิดฉากยิงใส่ก่อน แกวิ่งนำหน้า เสื้อเกราะก็ไม่ได้ใส่ ยิงปะทะกันอย่างหนักฝ่ายคนร้ายตายไป 5 แต่พวกเราปลอดภัย”
ในฐานะลูกน้องใกล้ชิด ไม่ต่างจากมือขวา หมวดธามเล่าถึงเรื่องราวของนายผู้ล่วงลับว่า พ.ต.อ.|สมเพียร ทุ่มเททำงานโดยไม่หวังผลตอบแทน หวังอย่างเดียวคือทำลายเครือข่ายขบวนการก่อความไม่สงบให้ได้ ให้บันนังสตาเป็นแบบอย่างของการทำงานเพื่อรักษาความสงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
“แกเป็นต้นแบบของตำรวจ ไม่กินเหล้า ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง อยู่ในพื้นที่มานานตั้งแต่เป็นตำรวจชั้นประทวน ชาวบ้านเรียกแกว่า ‘จ่าเพียร’ คนเฒ่าคนแก่มุสลิมแถวบันนังสตารักแกหมด พอรู้ว่าแกเป็นผู้กำกับ ก็มาหา แกเป็นสัญลักษณ์ของตำรวจชายแดนใต้ คือเป็น|นักสู้ ถึงลูกถึงคน จึงจะได้ใจคน ดึกๆ แกก็ไปเยี่ยมลูกน้องตามฐาน ไปเยี่ยมชาวบ้าน ผมว่าผู้ก่อการคิดผิด การตายของผู้กำกับสมเพียร ทำให้คนส่วนใหญ่เห็นใจแก จะทำให้มวลชนที่ยังไม่เข้าข้างฝ่ายไหน จะหันมาให้ความร่วมมือกับฝ่ายรัฐมากขึ้น ในงานรดน้ำศพมีชาวบ้านมุสลิมจากบันนังสตาไปร่วมงานเยอะมาก”
แม้จะเป็นลูกน้องใกล้ชิด เป็นมือขวาที่ร่วมงานมากว่า 4 ปี แต่ไม่มีสักครั้งที่ผู้กำกับกระดูกเหล็กจะเอ่ยปากสอนงานให้ลูกน้องผู้ใต้บังคับบัญชา
“แกไม่เคยสอนงาน แต่แกปฏิบัติให้เห็น ทำให้ดู ผมร่วมจับกุมเข้าปะทะกับแกมาแล้ว 9 ครั้ง ฝ่ายตรงข้ามเสียชีวิต 25 คน ทุกครั้งแกนำเองเลย พันตำรวจเอกวิ่งนำหน้า แกบอกว่า อยากให้ดูว่าลูกปืนมันก็วิ่งเข้าหาพันตำรวจเอกไม่ใช่แต่นายสิบเท่านั้น เข้าป่าไปดักซุ่มคนร้ายแกก็แบกเป้เอง กินข้าวปลาเค็ม นอนตากฝนกับลูกน้อง ทุกครั้งที่ผู้บังคับบัญชาฝากเงินให้เป็นรางวัลแกไม่เคยเปิดซองดู แต่เรียกชุดทำงานเข้ามาแล้วยื่นซองให้ บอกให้ไปแบ่งกัน”
การพูดคุยนิ่งไปชั่วครู่ หมวดหนุ่มก็เอ่ยขึ้นว่า
“สำหรับผมแกเป็นยิ่งกว่าวีรบุรุษ”
ความเป็นวีรบุรุษของจ่าเพียร มิใช่จากการเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ แต่มาจากเรื่องราว|วีรกรรมการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้มาร่วม 40 ปี นับแต่จบการศึกษาจากโรงเรียนตำรวจภูธร จ.ยะลา เมื่อ พ.ศ. 2513 ก็บรรจุเข้ารับราชการที่ อ.บันนังสตา ในยุคที่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนเข้มแข็งถึงขีดสุด ผ่านการสู้รบปะทะกับกลุ่มโจร|ก่อการร้าย โจรจีนคอมมิวนิสต์มลายามานับ 100 ครั้ง บาดเจ็บถึง 8 ครั้ง ที่หนักสุดคือในช่วงปี 2519 ถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่ขาซ้ายจนเกือบพิการ
วีรกรรมของจ่าเพียรส่งผลให้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี เหรียญรามมาลาเข็มกล้ากลางสมร และได้เข้าร่วมพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ต่อเบื้องพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2525 ขณะมียศเพียงจ่าสิบตำรวจ เป็นจ่าตำรวจคนแรกและคนเดียวที่ได้ร่วมพิธีศักดิ์สิทธิ์นี้
ระยะเวลายาวนานถึง 40 ปี สำหรับชีวิตผู้คน โดยเฉพาะการมีชีวิตอยู่อย่างทุ่มเทเสียสละ นับว่าเหน็ดเหนื่อยอย่างยิ่ง
ไม่เพียงแต่งานราชการที่ทุ่มเทปฏิบัติเพื่อความสงบสุขของประเทศชาติและประชาชน วันนี้ “จ่าเพียร” เกษียณแล้วจากภาระทั้งปวง เหลือไว้แต่เรื่องราวความกล้าหาญ เสียสละ ยึดมั่นต่อหน้าที่ เสมือนตำนานที่จะอยู่ในความทรงจำของผู้คนตลอดไป
“หลับตาเถอะนะ ขอให้เธอหลับฝันดี คืนนี้ไม่ต้องห่วง ตรงนี้ฉันจะดูแลด้วยชีวิตของฉัน
ฝากดาวบนฟ้า ร้องเพลงนี้ให้เธอฟัง หากฉันไม่ได้กลับ อย่างน้อยให้เธอหลับสบายก็พอแล้ว...”







