
นาซา...ขย่มไทยขีดเส้นตาย ครม.ให้คำตอบอังคารนี้
กลายเป็นเรื่องใหญ่ท้าทายรัฐบาลต่อการตัดสินใจให้สหรัฐเข้ามาใช้พื้นที่สนามบินนานาชาติ อู่ตะเภา
กลายเป็นเรื่องใหญ่ท้าทายรัฐบาลต่อการตัดสินใจให้สหรัฐเข้ามาใช้พื้นที่สนามบินนานาชาติ อู่ตะเภา ในการตั้งศูนย์ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติระดับภูมิภาค และการให้องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (นาซา) ตั้งเป็นฐานปฏิบัติการสำรวจสภาพอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่ามกลางกระแสข่าวการแลกวีซ่าเพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เข้าสหรัฐ จึงกลายเป็นคำถามที่รอคำตอบตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
แม้เรื่องดังกล่าวยังคงคลุมเครือ แต่ก็มีเสียงทักท้วงจากหลายฝ่ายต่อประเด็นการให้สหรัฐใช้พื้นที่ในประเทศไทย โดยเฉพาะ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เปิดเผยรายละเอียดที่กระทรวงการต่างประเทศจะเสนอ ครม.ให้สหรัฐเข้าใช้พื้นที่ดังกล่าว เพราะรัฐบาลบอกว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการภัยพิบัติ จึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไรที่จะเอาข้อมูลรายละเอียดมาเปิดเผยให้สาธารณะได้รับทราบ
“ตามแนวคิดเดิมสนามบินอู่ตะเภาจะใช้เป็นศูนย์ภัยพิบัติของภูมิภาคอยู่แล้ว แต่เมื่อสหรัฐมาขอใช้ก็ควรต้องเปิดเผยให้ประเทศต่างๆ รับทราบเพื่อความสบายใจ แต่ถ้าเปิดเผยรายละเอียดไม่ได้ ก็ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าเป็นเพราะเหตุใด และจะเกิดข้อโต้แย้งว่าต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาตามมาตรา 190 หรือไม่ หากยังไม่เปิดเผย ทางพรรคประชาธิปัตย์จะต้องมาพิจารณาต่อว่าจะทำอย่างไร”
สำทับด้วย กษิต ภิรมย์ ในฐานะอดีต รมว.ต่างประเทศ เห็นว่า ตราบใดรัฐบาลเก็บเรื่องนี้ไว้มุบมิบ กระทรวงวิทยาศาสตร์ กระทรวงกลาโหม ส่วนตัวก็ไม่สามารถตีความได้ว่า จะยุติมาตรา 190 (1) ที่ ครม. หรือเข้ามาตรา 190 (2) ต้องให้รัฐสภาพิจารณา ซึ่งไม่ทราบว่าเกี่ยวกับบูรณภาพเหนือดินแดน อำนาจอธิปไตย ผลกระทบด้านความมั่นคง และเศรษฐกิจหรือไม่
อย่างไรก็ดี การประชุม ครม. สัญจร ที่พัทยา จ.ชลบุรี ได้บรรจุวาระการประชุมเรื่องดังกล่าวไว้ แต่กลับไร้วี่แววของบทสรุป เพื่อคลายข้อสงสัยให้กับสังคม ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จึงตัดสินใจตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษารายละเอียดในเรื่องดังกล่าว แต่ไม่รับปากว่าจะพิจารณาเสร็จทันเสนอ ครม.ในสัปดาห์หน้าหรือไม่ เพราะต้องรอรายละเอียดข้อมูลที่ชัดเจน และขึ้นอยู่กับต่างประเทศด้วย อีกทั้ง
ประการสำคัญ คือ ไม่ได้เป็นการแลกวีซ่าให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เดินทางเข้าสหรัฐแต่อย่างใด
นอกจากนี้ นายกฯ ยืนยันว่า พร้อมให้ความร่วมมือในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประเทศ แต่ต้องคำนึงถึงความมั่นคงที่รัฐบาลจะต้องรักษาเป็นอันดับแรก รวมทั้งต้องให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย และเมื่อได้ข้อมูลที่ชัดเจนทั้งหมดแล้วจะได้นำเข้าที่ประชุม ครม.พิจารณาตามขั้นตอน แล้วขั้นตอนใดต้องปฏิบัติตามกฎหมายให้รัฐสภารับทราบก็จะดำเนินการ
ขณะที่การเยือนไทยของ พล.อ.จิ้งจื่อหยาง ผบ.กองกำลังปลดปล่อยประชาชนจีน ที่เดินทางเข้าพบพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ท่ามกลางการจับตาว่าอาจมีการพูดคุยในประเด็นสหรัฐขอใช้สนามบินอู่ตะเภา เพื่อบินสำรวจชั้นบรรยากาศ
เนื่องจากที่ผ่านมามีการตั้งข้อสังเกตว่า จีนอาจไม่พอใจที่ไทยให้สหรัฐเข้าใช้สนามบินอู่ตะเภา แม้ ผบ.ทบ.ยืนยันว่าไม่มีนัยเรื่องดังกล่าว เป็นเพียงการหารือด้านการทหารเท่านั้นก็ตาม
ทว่าเรื่องนาซายังทวีความเข้มข้นเข้าไปอีก เมื่อสถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทย มีหนังสือถึง สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ทวงถามกรณีนาซาไม่สามารถเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมาได้ แม้สุรพงษ์จะยํ้าถึงเหตุผลที่ไม่ได้พิจารณา เนื่องจากยังไม่ได้รับความเห็นอย่างเป็นทางการจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พร้อมทั้งประกาศความมั่นใจว่าเรื่องดังกล่าวไม่ต้องผ่านสภาตามมาตรา 190 อย่างแน่นอน และเรื่องดังกล่าวจะเข้าที่ประชุม ครม.ในวันที่ 26 มิ.ย.นี้แน่นอน
ทว่านาซายังทิ้งเงื่อนไขสร้างแรงกดดันให้ไทยลำบากมากขึ้น เพราะในวันดังกล่าวต้องได้รับคำตอบในสองทางว่า “ได้หรือไม่” ด้วยเหตุผลเรื่องการขนย้ายอุปกรณ์ซึ่งต้องใช้เวลาเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนเดือน ส.ค.ที่จะดำเนินโครงการ เพราะถ้าไม่ทันก็ต้องยกเลิก เนื่องจากไม่สามารถเตรียมตัวศึกษาได้ทัน
สุรพงษ์ ยอมรับว่า เป็นเรื่องน่าเสียดายหากยกเลิก เพราะนอกจากจะกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีโลกแล้ว ยังมีผลประโยชน์ด้านข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ด้านการก่อตัวของเมฆมาพยากรณ์ดินฟ้าอากาศ ที่ไทยไม่เคยได้รับข้อมูลนี้อีก
“เรื่องดังกล่าวได้ผ่านการหารือจาก 18 หน่วยงานสำคัญของประเทศไทยแล้ว และเห็นว่าเป็นประโยชน์มากกว่าข้อกังวลทางด้านการเมือง รวมทั้งขอยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องการกับแลกวีซ่าเข้าสหรัฐให้กับอดีตนายกฯ เพราะเป็นโครงการที่ต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมา” ดังนั้น ต้องจับตาการประชุม ครม.ที่กำลังจะถึงนี้ว่า ไทยจะเดินหน้าตัดสินใจอย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศมากที่สุดและหลุดพ้นครหาช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ
ถือว่าเป็นเหตุสะเทือนขวัญอีกครั้งให้กับพรรคเพื่อไทย หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้ใบแดง การุณ โหสกุล สส.กรุงเทพมหานคร (กทม.) กรณีปราศรัยใส่ร้ายด้วยความเท็จ แทนคุณ จิตต์อิสระ ผู้สมัคร สส.พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกันหลายครั้ง โดยสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ พร้อมทั้งเรียกค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ด้วย
ซึ่งหลังจากนี้ กกต.จะให้สำนักวินิจฉัยและคดี ยกร่างคำวินิจฉัยเสนอศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ให้พิจารณาพิพากษา หากศาลมีคำสั่งรับคำฟ้อง การุณ จะต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา และเป็นโอกาสอันงามให้พรรคประชาธิปัตย์และแทนคุณได้ลงแก้มืออีกครั้ง
ทว่าศึกหนักคราวนี้คงไม่ใช่ใครอื่น นอกจากพรรคเพื่อไทยที่ต้องป้องกันรักษาแชมป์ไว้ให้ได้ จนเกิดกระแสข่าวว่าพรรคเตรียมส่ง จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ลงชิงชัย หลังจากก่อนหน้านี้ กกต.มีมติให้พ้นจากสมาชิกภาพการเป็น สส. เนื่องจากไม่ได้สังกัดเป็นสมาชิกพรรค รวมถึงไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ออกมาปฏิเสธถึงกระแสข่าวดังกล่าว เพราะต้องผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการบริหารพรรค รวมถึง สส.ที่ดูแลในพื้นที่ อย่าง น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) พิจารณา พร้อมทั้งย้ำว่า ขณะนี้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ยังไม่มีคำสั่งในเรื่องนี้ ดังนั้นกระบวนการทั้งหมดจะต้องรอกระบวนการของศาลก่อน
ขณะที่ แทนคุณ ประกาศความพร้อมในการลงเลือกตั้งซ่อมรอบใหม่ โดยยืนยันว่าที่ผ่านมาเกาะติดพื้นที่มาตลอด ทั้งนี้ยังรู้สึกกังวลเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากคดีการยิง ชุติเดช สุวรรณเกิด หัวคะแนนส่วนตัว ยังไม่มีความคืบหน้า และที่ผ่านมาก็มีการข่มขู่มาเป็นระยะ
“แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกท้อถอยแต่อย่างใด ยังเดินหน้าลงพื้นที่เต็มที่ โดยจะหารือกับพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องการดูแลความปลอดภัย อีกทั้งขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งรัดการจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมและการป้องกันน้ำท่วมในรอบต่อไป”
นอกจากนี้ เป็นประเด็นให้สังคมได้ตัดสินถึงความเหมาะสม ภายหลังคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติปรับสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ในฐานะผู้รับใบอนุญาตในการประกอบกิจการตามสัญญาสัมปทานจำนวนสูงสุด 5 แสนบาท ตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ในมาตรา 37 ที่ห้ามมิให้ออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่มีการกระทำที่เข้าข่ายลามกอนาจาร และ ปัญญา นิรันดร์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ ในฐานะผู้ผลิตรายการ ไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ 2012
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ได้แพร่ภาพลามกอนาจารในรายการดังกล่าว ซึ่งผู้เข้าประกวดที่เป็นหญิงสาวรายหนึ่งได้เปลือยหน้าอกอาบสีวาดรูปแทนพู่กัน โดยทั้งสองฝ่ายยอมรับในความบกพร่องและความผิดพลาด และเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ดี ประวิทย์ มาลีนนท์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไทยทีวีสี ช่อง 3 กล่าวว่า พร้อมรับคำสั่งทางปกครอง และพร้อมขอโทษประชาชน ซึ่งส่วนตัวรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์นี้ และไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีก อย่างไรก็ตามเชื่อว่า ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอาจเป็นการมองต่างมุมระหว่างผู้ผลิตรายการกับกองเซ็นเซอร์
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ได้นัดเลื่อนอ่านคำพิพากษา คดีเยาวชนอายุไม่ถึง 18 ปี ขับรถโดยประมาทจนทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายรวม 9 ศพ เมื่อปลายปี 2553 โดยศาลให้คู่ความทุกฝ่ายหารือถึงแนวทางแก้ไขและชดเชยความเสียหาย ในวันที่ 2 ก.ค.นี้ ก่อนนัดฟังคำพิพากษาต่อไป m







