เสียข้าวสาร ผลาญข้าวสุก
ในเรื่องสี่แผ่นดินของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่เขียนให้แม่ช้อยในฐานะชาววังขนานแท้เป็น “ตัวเอก” โดยมีแม่พลอยเป็นแค่ “นางเอก”
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
ในเรื่องสี่แผ่นดินของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่เขียนให้แม่ช้อยในฐานะชาววังขนานแท้เป็น “ตัวเอก” โดยมีแม่พลอยเป็นแค่ “นางเอก” เพียงเพราะเธอสดสวย นุ่มนวล และแสนดี ในขณะที่แม่ช้อยอาจจะไม่สวยเท่า แต่ฉลาด พูดจาฉะฉาน และมีปฏิภาณไหวพริบดี ที่สำคัญ คือมีอารมณ์ขัน เจ้าคารี้สีคารม และมีความหนักแน่นจริงใจ
เช้าวันที่แม่พลอยออกจากบ้านคลองบางหลวงเข้าไปอยู่ในวังกับคุณอาสาย ผู้เป็นข้าราชบริพารของ “เสด็จ” แม่ช้อยหลานของคุณอาสายกระหืดกระหอบมาในตอนสายๆ พร้อมห่อข้าวในมือ พร้อมพูดประชดประชันว่า เพราะถูกคุณอาสายดุว่า “เลี้ยงเสียข้าวสุก” จึงไปหาข้าวห่อมาจากตำหนักอื่น แล้วจะมาขอกับกินกับข้าวเพียงเท่านั้น
สำนวน “เลี้ยงเสียข้าวสุก” เป็นคำไทยโบราณ บ้างก็ว่ามาจากการที่คนไทยสมัยก่อนที่มีฐานะดีๆ จะมีข้าทาสบริวารที่ต้องคอยเลี้ยงดูมากมาย บางคนก็ตั้งใจทำงานตอบแทนด้วยดี อย่างที่เรียกว่า “ขุนขึ้น” (“ขุน” แปลว่า การให้อาหารใช้กับสัตว์เลี้ยงต่างๆ เช่น วัว ควาย และหมู อย่างสำนวน “ขุนให้อ้วน”) ส่วนคนที่ไม่เอาไหนก็จะบอกว่า “เลี้ยงเสียข้าวสุก” ดังกล่าว
แต่บางคนก็บอกว่ามาจากการเลี้ยงสัตว์จำพวกสุนัขและแมว ที่คนไทยจะคลุกข้าวสุกผสมอาหารที่เหลือจากการรับประทาน (สำหรับสุนัขที่ไม่เลือกของกิน) หรือปลา (สำหรับแมว) ซึ่งมีบางตัวที่เลี้ยงไปๆ ก็ไม่เชื่องหรือเปลี่ยนนิสัยให้ดีขึ้น จึงพูดว่าหมาแมวพวกนี้ “เลี้ยงเสียข้าวสุก”
เราคนไทยผู้เสียภาษีอากรคงจะอยากตะโกนคำนี้ออกมาเมื่อเห็นการทำหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐหลายแห่งที่ยังบกพร่อง ไร้ประสิทธิภาพ และไม่สนองตอบต่อประโยชน์ของประชาชน ที่ผู้เขียนขอขยายสำนวนเพิ่มเติมเป็น “เสียข้าวสาร ผลาญข้าวสุก” เพราะส่งผลเสียหายทั้งราษฎร์และรัฐเหตุเพราะหน่วยงานเหล่านั้นไม่ตั้งใจทำงาน ทำงานเพื่อเอาตัวรอด แต่ที่ร้ายแรงกว่านั้นก็คือ การบริหารที่ “งี่...” ไม่ทันยุคทันสมัย(จนบางครั้งก็อดสงสัยไม่ได้ว่าแกล้งโง่หรือไม่)
หน่วยงานแบบที่ว่าน่าจะมีอยู่เป็นอันมากในบ้านเมืองเรา อย่างที่เราคุ้นเคยกันมากๆ ก็เช่น ตำรวจ (ทั้งจราจรและที่โรงพัก) และเทศกิจ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะเจ้าหน้าที่เหล่านี้ต้องทำหน้าที่อย่างใกล้ชิดกับชาวบ้านเป็นพิเศษ แต่มีบางหน่วยงานที่ไม่ได้ออกมาเพ่นพ่านให้เราได้เห็น เพราะทำงานอยู่แต่ในสำนักงาน แต่กลับบริหารงานบกพร่อง โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและความเป็นอยู่ของคนจำนวนมาก ซึ่งที่จะยกมาเป็นตัวอย่างในวันนี้ก็คือ กระทรวงพาณิชย์กับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.
หน่วยงาน 2 แห่งนี้ผู้เขียนคุ้นเคยเป็นพิเศษ อย่างกระทรวงพาณิชย์เคยไปนั่งเป็นคณะทำงานของรัฐมนตรีอยู่ 2 ปีเศษๆ ส่วน กสทช. ผู้เขียนก็เคยนั่งพิจารณารัฐธรรมนูญที่มีแนวคิดในเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2540 (ที่เพิ่งจะออกมาเป็นองค์กรที่ทำงานจริงๆ ได้ก็ปี 2553) อนึ่งพวกองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญนี้ ผู้เขียนก็เคยวิจารณ์มาแล้ว อย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ผู้เขียนเรียกว่า “ไอ้เสือ (กระดาษ) ปืนฝืด” เพราะทำงานช้าและมีข้อครหาเป็นอันมากหรือผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ผู้เขียนเรียกว่า “องค์กรไส้ติ่ง” เพราะไม่ได้ช่วยควบคุมตรวจสอบอะไรรัฐบาลได้เลย
ผลงานที่น่า “โห่ฮา” ที่สุดของกระทรวงพาณิชย์ก็คือ มาตรการในการควบคุมราคาสินค้า ที่เมื่อสมัยโบราณทำกันมาอย่างไรก็ทำกันอยู่อย่างนั้น ได้แก่ การกำหนดสินค้าที่เป็นปัญหา (มีราคาแพง) ให้เป็นสินค้าควบคุม และการไล่ขวิดไล่จับ (พอเป็นพิธี) กับพวกที่ฝ่าฝืนนั้น รวมทั้งการจัดอีเวนต์เพื่อหวังผลทางจิตวิทยา (ซึ่งก็ไม่ค่อยจะได้ผล) เช่น ขบวนการธงฟ้า (เหมือนหนังการ์ตูนญี่ปุ่นบ้างไหม) หรือการจัดฉากสืบราคาสินค้าของรัฐมนตรี (แบบไฟไหม้ฟาง)
เมื่อปี 2531-2533 ที่ผู้เขียนเป็นคณะทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เคยคุยกับข้าราชการที่นั่น ซึ่งตอนนั้นถูกส่งตัวมานั่งหน้าห้องด้วยกัน (ตอนที่มานั่งเป็นซี 6 ปัจจุบันเป็นซี 10 ไปแล้ว) ทราบว่าเวลาที่มีการกักตุนสินค้าก็จะต้อง “จัดกองกำลัง” ไปคอยซุ่มจับ ทำงานกันมืดๆ ค่ำๆ ถึงรุ่งเช้า แต่ก็แก้ปัญหาได้แค่ครู่ยาม หรือโครงการธงฟ้าก็ถูกเสนอมาจากฝ่ายข้าราชการประจำ ซึ่งผู้เขียนชอบแวะไปซื้อแถวตลาดประชานิเวศน์ ทราบจากคนที่ซื้อเป็นประจำว่าทำให้อาหารรสชาติ “เลวลง” เพราะต้องควบคุมให้อยู่ในราคาของรัฐบาล
ก่อนหน้านั้นในช่วงรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รัฐบาลเคยมีโครงการที่จะผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคแข่งกับเอกชนในชื่อแบรนด์ว่า “สินไทย” เห็นว่ามีขายอยู่สัก 2 ปีก็เจ๊งไปผู้เขียนไปพบสินค้าเหล่านี้ 23 ชิ้นเมื่อปีก่อนที่พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งหนึ่งนัยว่าเป็นของหายากและต้องเก็บไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชม (ในสติปัญญาของรัฐบาลไทย) อย่างทะนุถนอม
ด้วยสติปัญญาคิดได้เพียงแค่นี้ของข้าราชการไทย ทำให้ผู้เขียนนึกย้อนยุคไปถึงสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่ตอนนั้นท่านใช้นโยบายชาตินิยมกอปรกับบ้านเมืองอยู่ในภาวะสงครามต้องรัดเข็มขัด จึงกำหนด (คือสั่ง) ให้ข้าราชการต้องปลูกพืชผักสวนครัวและลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ลง รวมทั้งการทำอาหารกินเองเพื่อการประหยัด จึงได้มีการเพาะถั่วงอกกันทุกครัวเรือน และอาหารราคาประหยัดที่เกิดขึ้นในยุคนั้นก็คือ “ผัดไทย” อันเป็นการใช้ทรัพยากรเท่าที่จะหาได้มาทำเป็นอาหาร แต่ก็กลายเป็น “อมตะเมนู” ที่คงความคลาสสิกและโด่งดังไปทั่วโลกในปัจจุบัน
กระทรวงพาณิชย์ก็พัฒนา มาในยุคนั้น บางอย่างจึงยังมีแนวคิดเก่าๆ (อย่างการควบคุมกลไกตลาดและคิดแต่จะควบคุมเอกชน) อย่างความเป็นชาตินิยมที่เหมือนกับเป็นคราบสนิมที่เกาะกินสมองของคนในกระทรวงนี้มาอย่างแข็งแน่น อย่างที่เห็นอยู่ในกฎหมายควบคุมการค้าของคนต่างด้าวที่ดูจะยังคลุมเครือ(จนบางคนวิจารณ์ว่าตรงที่คลุมเครือนี้แหละที่ผู้ใช้กฎหมายชอบนัก เพราะเอาไว้หลอกล่อหาประโยชน์จากผู้คนและเอกชนทั้งหลายได้)
ทีนี้ก็มาถึง กสทช. ซึ่งก็มีปัญหากับคนต่างด้าว (ที่จริงควรจะเรียกว่าผู้ร่วมลงทุนหรือพันธมิตรทางธุรกิจ นี่ก็แสดงถึงความล้าหลังในแนวคิดของผู้บริหารไทย) อย่างที่กำลังเล่นเอาล่อเอาเถิดอยู่กับผู้ให้บริการมือถือค่ายต่างๆ อยู่ในขณะนี้ หรือแม้กระทั่งเรื่องใบอนุญาต 3จี ที่คาราคาซังไม่รู้จะจบอย่างไร (เห็นว่าแม้จะตกลงกันได้อาจจะต้องรอไปอีก 2 ปี จึงจะได้ใช้อย่างเต็มรูปแบบ) แต่วันนี้จะไม่พูดถึงเรื่องนั้น เพราะอยากจะพูดถึงเรื่อง “จอมืด” ที่ผู้ชมทีวีจำนวนมากอดชมการถ่ายทอดฟุตบอลยูโร(ทั้งสดและแห้ง คือ เทปย้อนหลังการแข่งขัน) เพียงเพราะ กสทช.จับไม่ได้ไล่ไม่ทันถึงเหลี่ยมกลทางธุรกิจ และที่สำคัญไม่มีความรู้ความเข้าใจในกิจการพวกนี้เลย
ผู้เขียนวิจารณ์ กสทช.ในฐานะที่ได้เคยแสดงความคิดเห็นอย่างอิดหนาระอาใจมาโดยตลอดต่อการทำงานขององค์กร “มหายักษ์” แห่งนี้ตั้งแต่มีการคิดที่จะแยกองค์กรแห่งนี้ (แต่เดิมมีคนคิดแยกออกเป็น 2 องค์กร คือ การกระจายเสียงกับการโทรทัศน์องค์กรหนึ่ง และโทรคมนาคมอีกองค์กรหนึ่ง) ซึ่งผู้เขียนก็เป็นคนหนึ่งที่คัดค้าน ไม่อย่างนั้นคงจะมียักษ์เงอะงะซุ่มซ่ามเพิ่มขึ้นอีกตัวหนึ่งเป็นแน่
สำหรับเรื่องจอมืดบอลยูโร กสทช.ได้แต่ออกมาแก้ตัวว่าได้พยายามที่สุดแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องของลิขสิทธิ์จากต่างชาติ จึงทำอะไรไม่ได้ แล้ว กสทช.เคยพิจารณาตัวเองบ้างไหมว่า กฎหมายได้ให้อำนาจแก่ท่านไว้มหาศาลเพียงใด ที่จริงพระราชบัญญัติ กสทช.นั้นมีหลักการอย่างหนึ่งให้ท่านปกป้องอธิปไตยทางการสื่อสารของชาติ แต่นี่ท่านกำลังปล่อยให้ต่างชาติเข้ามามีสิทธิพิเศษในประเทศ มองไปก็เหมือนว่าเรากำลังเสียดินแดนทางการสื่อสารนี้ไปหมดแล้ว
ปัญหาของกระทรวงพาณิชย์กับ กสทช.นี้ช่างเหมือนกันเหลือเกิน นั่นก็คือ ความล้าหลังทางแนวคิด ไม่ทันยุคสมัย มีกรอบคิดชาตินิยมแบบไดโนเสาร์ ขวางโลก ไม่เข้าใจโลกาภิวัตน์ เหมือนคนที่กลัวการตั้งครรภ์ที่ทำได้เพียงแค่เอาแอสไพรินมาหนีบไว้ระหว่างหัวเข่า
เสียดายข้าวสุกที่เราต้องเอามาเลี้ยงคนพวกนี้จังเลย


