
รัฐธรรมนูญไทย รัฐธรรมนูญใคร(2)
คำสั่งทุกคำสั่งของศาลจะต้องผ่านการวินิจฉัยมาแล้วทั้งนั้น การที่สภายอมถอยจึงเป็นสิ่งที่ดีที่ยอมรับกติกาของบ้านเมือง
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง นักวิชาการกฎหมายอิสระ
วันจันทร์ที่แล้ว ผมเขียนถึงการคานและถ่วงดุลอำนาจกันของ 3 อำนาจอธิปไตย ที่ต่างฝ่ายต่างมีอิสระในขอบเขตของตนเอง และยังต้องมีความเกี่ยวข้องยึดโยงกันอย่างเหมาะสม
พื้นฐานที่ร่ำเรียนมาคือ การปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นการปกครองแบบนิติรัฐที่ใช้กฎหมายในการปกครองประเทศ โดยให้รัฐสภาซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนมีอำนาจตรากฎหมายออกใช้ ฝ่ายบริหารเป็นผู้ใช้กฎหมาย ฝ่ายตุลาการเป็นผู้ตรวจสอบการใช้กฎหมายและการตีความกฎหมาย ตุลาการเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดีเมื่อมีการกล่าวหาว่ามีผู้กระทำผิดกฎหมาย
คำว่า ผู้ทำผิดกฎหมายนั้น ไม่ได้หมายเอาเฉพาะประชาชนธรรมดาเท่านั้น แต่รวมถึงท่านผู้ทรงเกียรติทั้งในสภาและในทำเนียบฯ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือประธานสภา รวมถึงคนที่เป็นผู้พิพากษาเอง หากถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดกฎหมาย ก็ต้องขึ้นศาลให้ฝ่ายตุลาการพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดี อันเป็นหลักที่ทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศประชาธิปไตยได้ปฏิบัติกันมาอย่างนี้
ทั้ง 3 อำนาจอธิปไตย ต่างมีอิสระในการทำงานของตนเอง
ฝ่ายตุลาการ มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีทั้งปวง
ฝ่ายนิติบัญญัติ มีอำนาจออกกฎหมาย บังคับฝ่ายตุลาการก็ยังได้ และยังมีเอกสิทธิ์ที่จะไม่ต้องไปศาลในสมัยประชุม สส.ที่ทำผิดกฎหมายจึงไม่ต้องถูกจับ ไม่ต้องไปศาล ไม่ว่าจะด่าใครหรือฆ่าใครตาย อันเป็นที่รู้ๆ กันทั่วไป
ฝ่ายบริหารมีอำนาจใช้เงินงบประมาณตามที่สภาออกกฎหมาย มีอำนาจตรากฎหมายเป็นพระราชกำหนดได้ ในกรณีจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งฝ่ายตุลาการไม่อาจไปก้าวก่ายดุลพินิจของฝ่ายบริหารในการพิจารณาว่าเรื่องใดเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องใช้วิธีการแก้ปัญหาตามพระราชกำหนดของรัฐบาล
นอกจากนี้ ฝ่ายบริหารยังมีเครื่องมือสำคัญที่เอาไว้กลั่นแกล้งฝ่ายตุลาการตามที่มีการข่มขู่กัน คือ การจัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยงานต่างๆ รวมถึงศาลด้วย
การข่มขู่ศาลด้วยการให้ข่าวว่าจะตัดงบ ประมาณของศาล ประเด็นอย่างนี้ไม่เห็นมีดอกเตอร์ทางกฎหมายของรัฐบาลท่านใดออกมาแสดงความเห็นบ้าง
ศาลจึงมีหน้าที่ต้องดำเนินคดีเมื่อมีการกล่าวหาว่ามีผู้กระทำผิดกฎหมาย และโดยกฎหมายแม้นายกรัฐมนตรีหรือประธานรัฐสภา หากมีผู้กล่าวหาว่ากระทำความผิด ศาลก็มีหน้าที่ต้องดำเนินคดีไปตามกฎหมาย
ส่วนที่ ดร.เฉลิม ท่านบอกว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ได้เพราะเป็นกฎหมายที่ต่ำกว่านั้น ก็ต้องถามว่ามีกฎหมายที่ไหนห้ามไม่ให้นำมาใช้ วิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญไม่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ จะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ ซึ่งเป็นกฎหมายระดับเดียวกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
ผมไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่สามารถนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ได้
วิธีการคุ้มครองชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เป็นมาตรฐานสากลที่ใช้กันทั่วโลก แม้ศาลโลกเองก็ยังมีวิธีการคุ้มครองชั่วคราว ดังจะเห็นได้จากกรณีเขมรร้องขอต่อศาลโลกในกรณีเขาพระวิหาร
การสั่งการให้หยุดการพิจารณาวาระ 3 ของร่างรัฐธรรมนูญไว้ก่อนนั้น ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ที่บัญญัติว่า “ในการปฏิบัติหน้าที่ ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ ตลอดจนขอให้พนักงานสอบสวน หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ดำเนินการใดเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา”
การใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ จึงเป็นตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ได้ใช้อำนาจตามอำเภอใจ
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ดอกเตอร์ทางกฎหมาย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อภิปรายในสภาว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณา เนื่องจากเป็นการร้องตามมาตรา 68 วรรคสอง ที่ต้องให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ร้องต่อศาลเท่านั้น ศาลไม่มีอำนาจรับไว้พิจารณาตามมาตรา 212 ได้นั้น คงต้องมาดูกฎหมายกันหน่อย
มาตรา 68 วรรคสอง “ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่งผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว”
มาตรา 212 “บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้ มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้
มาตรา 212 จึงเป็นบทรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนสามารถยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ส่วนมาตรา 68 เป็นบทเฉพาะว่า ถ้าเป็นกรณีดังกล่าว ให้ยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดให้พิจารณา ประเด็นสุดท้ายที่ควรจะได้รับรู้กันไว้คือ รัฐธรรมนูญมาตรา 216 วรรคห้า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ”
ส่วนผู้ที่คัดค้านว่า คำสั่งให้รอการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 มิใช่คำวินิจฉัย เป็นเพียงคำสั่ง จึงไม่ผูกพันนั้น คงจะเป็นนักอักษรศาสตร์มากกว่านิติศาสตร์ คำสั่งทุกคำสั่งของศาลจะต้องผ่านการวินิจฉัยมาแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะทำเป็นคำสั่งหรือคำวินิจฉัย ก็เป็นการพิจารณาของศาลทั้งนั้น การที่สภายอมถอยจึงเป็นสิ่งที่ดีที่ยอมรับกติกาของบ้านเมือง







