
กมธ.ยันมะกันใช้อู่ตะเภาไม่ขัดม.190
กมธ.ต่างประเทศถกกรณีมะกันขอใช้พื้นที่อู่ตะเภา ลั่นเกิดประโยชน์กับประเทศมากกว่ากระทบมั่นคง ลั่นไม่ขัดมาตรา 190
กมธ.ต่างประเทศถกกรณีมะกันขอใช้พื้นที่อู่ตะเภา ลั่นเกิดประโยชน์กับประเทศมากกว่ากระทบมั่นคง ลั่นไม่ขัดมาตรา 190
เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. นายสุนัย จุลพงศธร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ได้ประชุมเพื่อพิจารณากรณีสหรัฐอเมริกาขอใช้พื้นที่สนามบินอู่ตะเภา ในการศึกษาสภาพภูมิอากาศ โดยองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (นาซ่า) และกรณีขอใช้พื้นที่เพื่อตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติในอาเซียน
ทั้งนี้ กมธ.ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมชี้แจง เช่น กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก กองทัพอากาศ กองทัพเรือ ขณะที่ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ และนายกษิต ภิรมย์ อดีตรมว.ต่างประเทศ ได้แจ้งล่วงหน้าว่าติดภารกิจ จึงไม่สามารถเข้าร่วมประชุม
พล.ร.ต.พังพล สิริสังข์ไชย ผู้บัญชาการกองบินทหารเรือ ชี้แจงว่า ขั้นตอนการปฏิบัติของเครื่องบินต่างประเทศที่จะเข้ามาในประเทศไทย ต้องขออนุญาติจากกระทรวงกลาโหม ทุกครั้ง ซึ่งทางกลาโหมได้มอบหมายให้ทางกองทัพอากาศเป็นผู้พิจารณาว่าจะอนุญาติหรือไม่ และทางต่างประเทศต้องแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับการบินทั้งหมดให้ทางไทยรับทราบ ทั้งวันมาและวันกลับ จำนวนลูกเรือ โดยไม่สามารถมาอยู่ในไทยถาวรได้
นายพรชาต บุนนาค ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์ความมั่นคงของประเทศ เสนอว่า หากมีข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดการภัยพิบัติ ต้องเป็นลักษณะความร่วมมือระหว่างทางการไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งต้องระวังถึงผลกระทบในภายภาคหน้า ที่ต้องสามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส รวมถึงขอบเขตของการดำเนินการที่สอดคล้องกับกฏหมายระหว่างประเทศ และกฏหมายของไทย และต้องสามารถอธิบายได้อย่างชัดเจน ที่สำคัญเจ้าหน้าที่ของไทยจำเป็นต้องเข้าร่วมในการปฏิบัติการ เพื่อประโยชน์ของประเทศ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการดำเนินการทั้ง 2 เรื่องที่สหรัฐขอเข้ามาปฏิบัติการในไทย ไม่เกี่ยวขอ้งกับเงื่อนไขทางการทหาร
อย่างไรก็ตามที่ประชุมส่วนใหญ่กังวลในประเด็นขอบเขตการปฏิบัติงานและระเวลาใของโครงการ โดย นายจิระชัย ปั้นกระษิณ อธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิคใต้ กล่าวว่า การใช้พื้นที่สนามบินอู่ตะเภา เนื่องจากเมื่อเกิดภัยพิบัติจะสามารถให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในภูมิภาคอาเซียนได้รวดเร็วที่สุด โดยเฉพาะการลำเลียงผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่กรอบเวลาในการดำเนินโครงการ ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนอยู่ระหว่างการหารือ และยืนยันว่าการดำเนินการจะเป็นประโยชน์อย่างแน่นอน ขณะเดียวกันหากมีโอกาสจะเปิดเชิญประเทศเพื่อนบ้านเข้าร่วมโครงการด้วย
นอกจากนี้ กมธ. ต้องการทราบขั้นตอนการทำงานทั้งหมด รวมถึงกรณีที่น่าซ่าจะเข้ามาปฏิบัติการนั้น จะเปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์ของไทยได้เข้าไปศึกษาร่วมกับนาซ่ามากน้อยเพียงใด แต่เนื่องจากไม่มีคำตอบที่ชัดแจนจากผู้ชี้แจง ประธานจึงขอให้เก็บข้อมูลไว้ศึกษา
ขณะที่นายธนะชัย ศิริสัมพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานสนามบิน กล่าวว่า กรณีที่มีข้อสงสัยว่าเครื่องบินสำรวจขององค์การนาซ่า จะส่งผลต่อความมั่นคงทางทหารหรือไม่นั้น ยืนยันว่าเครื่องบินทั้งหมดที่จะมาปฏิบัติการเป็นเครื่องบินที่มีคนขับ รวมทั้งมีเครื่องบินของไทย จากสำนักฝนหลวงอีก 1` ลำ รวมถึงมีเจ้าหน้าที่จะร่วมบินสำรวจด้วย
ซึ่งจะทำให้กรมอุตุนิยทวิทยาได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ รวมถึงไทยก็จะได้ประโยชน์จากโครงการนี้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะด้านอุตุนิยมวิทยา การศึกษาสภาพภูมิอากาศ อีกทั้ง การจัดการปัญหาภัยพิบัติ ส่วนข้อกังวลว่าจะมีประเด็นแอบแฝงหรือไม่นั้น สามารถส่งผู้ปฏิบัติการในส่วนของไทย เข้าร่วมงานได้ เพื่อความโปร่งใส ส่วนแผนการบินก็มีขั้นตอนที่ชัดเจน
ด้าน น.ส.วารุณี ปั้นกระจ่าง ผู้อำนวยการกองกฏหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่ากฏหมายเกี่ยวกับภารกิจกู้ภัยพิบัติธรรมชาติและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ว่า อยู่ระหว่างการหารือ ยังไม่ได้สรุปส่วนประเด็นของนาซ่า ได้ส่งจดหมายมาแล้ว โดยยืนยันชัดเจนว่าดำเนินารในเรื่องวิทยาศาสตร์ และตรวจสอบตามระเบียบแล้ว พบว่า ไม่เข้าข่ายมาตรา 190 ที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภา แต่เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี (ครม.)
อย่างไรก็ตาม ประธานกมธ.ได้ถามถึงข้อกังวลว่าการฝึกคอบร้าโกลด์จะส่งผลต่อความมั่นคงประเทศ นายธนะชัย ชี้แจงว่า การฝึกคอบร้าโกลด์ มี 2 ประเภท คือ การฝึกด้านทหารและฝึกบรรเทาสาธารณภัย อาจเป็นเรื่องการต่อยอดสร้างขีดความสามารถ ซึ่งอาจใช้การฝึกดังกล่าวศึกษา แต่ตอนนี้เป็นแนวความคิดว่า ควรใช้คอบร้าโกลด์เป็นจุดเริ่มต้น ซึ่งการฝึกนี้ ไม่ใช่การฝึกระหว่างไทยและสหรัฐ แต่มี 20 ประเทศที่เข้าร่วมฝึกและร่วมสังเกตการณ์







