
จี20เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจโลก เพิ่มความต้องการ-เสริมปราการป้องกหนี้
ไฟกำลังลุกไหม้และโหมกระหน่ำอย่างรุนแรงในภูมิภาคยุโรป และไฟเดียวกันนั้นกำลังส่งผลลาม (เศรษฐกิจ)
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
“ไฟกำลังลุกไหม้และโหมกระหน่ำอย่างรุนแรงในภูมิภาคยุโรป และไฟเดียวกันนั้นกำลังส่งผลลาม (เศรษฐกิจ) ทั้งระบบ ดังนั้นมันไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะของยุโรปเพียงผู้เดียวอีกต่อไป”
ชัดเจนและตรงประเด็นที่สุด สำหรับสภาวะปัญหาของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน สำหรับคำกล่าวของ แองเจล กูร์เรีย เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) ที่กล่าวขึ้นก่อนการประชุมกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ประเทศ จะเริ่มต้นขึ้นระหว่างวันที่ 1819 มิ.ย. ที่ประเทศเม็กซิโก
เนื่องจากได้สะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตหนี้สาธารณะที่แม้จะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศสมาชิกกลุ่มยูโรโซน แต่ผลกระทบดังกล่าวได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อระบบเศรษฐกิจและภาคการเงินทุกประเทศทั่วโลกอย่างไม่มีใครน้อยหน้าใคร
และจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกประเทศทั่วโลกจะจับมือกัน เพื่อแสวงหาทางรอดร่วมกันมากกว่าที่จะเป็นแบบต่างคนต่างแก้ปมของตนเอง ซึ่งอาจส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจโลกแบบตลาดการค้าเสรีถอยหลังลงคลองหนักยิ่งขึ้นไปอีก เนื่องจากการแก้ปัญหาดังกล่าวจะนำไปสู่นโยบายปกป้องตนเอง (Protectionism) ในที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่เวิลด์แบงก์ระบุชัดว่ามีประเทศในกลุ่ม จี20 เป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดนโยบายกีดกันทางการค้า
และกลายเป็นการขมวดปมปัญหาใหม่ๆ ขึ้นมาให้ต้องตามแก้แบบไม่มีวันจบสิ้น
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายสถาบัน รวมถึงกูรูด้านเศรษฐศาสตร์ซึ่งเข้าร่วมการประชุม จี20 ในครั้งนี้ ต่างเห็นตรงกันว่า ขณะนี้หมดเวลาที่จะมัวมาถกเถียงเรื่องทางแก้ไขวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรป ตลอดจนการหาทางกดดันบรรดาผู้นำยุโรป เพื่อให้แนวทางการแก้ปัญหามีความคืบหน้า แต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
เพราะเงื่อนไขสำคัญสำหรับการแก้ไขปัญหาหนี้ของยุโรปในขณะนี้ก็คือ เวลา ซึ่งหมายความว่า แม้จะเป็นปัญหาที่หนักหน่วงมากเพียงใด แต่ยุโรปก็ไม่สามารถตะบี้ตะบันเร่งแก้ปมวิกฤตหนี้ยุโรปของตนเอง โดยไม่คิดหน้าคิดหลังได้
ดังนั้น การเร่งรัดกดดันจนเกินไปอาจไม่เป็นผลดีเหมือนที่หลายฝ่ายคาดหวังกันไว้
อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่า ประเทศต่างๆ นอกภูมิภาคยุโรปที่เหลือจะไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง นอกจากนั่งมอง รอคอย คาดหวังและเฝ้าภาวนาให้ยุโรปจัดการปัญหาตนเองให้ลุล่วงแต่เพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ การประชุม จี20 ล่าสุด ซึ่งประกอบด้วยประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลกอย่างเยอรมนี หรือสหรัฐ กับประเทศกำลังพัฒนาที่ถือเป็นประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ร้อนแรงอย่าง จีน บราซิล รัสเซีย อินเดีย และแอฟริกาใต้ และเป็นเวทีที่ได้บทสรุปสำคัญๆ สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของโลกมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การประชุมครั้งแรกในปี 2533 ต่างลงความเห็นไปในแนวทางเดียวกันว่า ระหว่างที่ยุโรปจัดการแก้ปัญหาของตนเอง ประเทศอื่นๆ ที่เหลือสามารถช่วยบรรเทาปัญหาดังกล่าวได้ด้วยการลงมือกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการหาทางเพิ่มปริมาณความต้องการสินค้าในตลาด และการเสริมความแข็งแกร่งให้กับกองทุนแก้หนี้ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
รายงานจากธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เมื่อต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ระบุชัดเจนว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของทุกประเทศทั่วโลกจะมีไม่มากนัก และมีเพียงไม่กี่ประเทศที่ยังสามารถรักษาการขยายตัวทางเศรษฐกิจของตนเองได้เป็นอย่างดี ซึ่งในภาพรวมแล้วเวิลด์แบงก์ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2555 นี้จะมีการขยายตัวเพียง 2.5% เท่านั้น พร้อมออกคำเตือนให้ทุกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในแถบเอเชียหาทางรับมือกับผลกระทบจากวิกฤตหนี้สาธารณะให้ดีๆ
เนื่องจากหลายประเทศในเอเชียยังคงพึ่งพายุโรปทั้งการเป็นตลาดส่งออกสำคัญ และการเป็นแหล่งเงินเพื่อการลงทุน
คำเตือนข้างต้น ส่งผลให้การประชุม จี20 ได้ข้อสรุปสอดคล้องร่วมกันว่าความร่วมมือแรก เพื่อแก้ปมเศรษฐกิจปัจจุบันก็คือ หาทางเพิ่มความต้องการสินค้าในตลาด
พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ หาตลาดใหม่ๆ ที่ยังคงมีกำลังซื้อที่แข็งแกร่งอยู่ ซึ่งหนึ่งในแนวทางที่พอเป็นไปได้ก็คือ การให้ประเทศกำลังพัฒนาหันมาค้าขายกันเองมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ประเทศพัฒนาแล้วหรือประเทศร่ำรวยที่กำลังประสบปัญหาหนี้ก็ต้องหาทางปฏิรูปตนเองเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการใช้มาตรการรัดเข็มขัด เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณและหลีกเลี่ยงการก่อหนี้ใหม่ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
ทั้งนี้ โรเบิร์ต โซลลิค ผู้อำนวยการเวิลด์แบงก์ ชี้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจซบเซาของประเทศพัฒนาแล้วในปัจจุบันไม่ได้เป็นผลพวงจากปัญหาหนี้สาธารณะ แต่เป็นผลมาจากปัญหาโครงสร้างที่จำเป็นต้องรื้อออกมาปฏิรูปใหม่ทั้งระบบ ขณะเดียวกันประเทศเหล่านั้นต้องลงทุนในภาคธุรกิจใหม่ๆ เพื่อเปิดทางใหม่ๆ ให้เศรษฐกิจมีการเติบโต
ขณะที่อีกหนึ่งแนวทางแก้ปัญหาสำคัญที่ จี20 เค้นกันออกมาได้ก็คือเสริมปราการป้องกันให้แข็งแกร่ง ซึ่งกำแพงที่ว่าก็คือ กองทุนเงินช่วยเหลือประเทศที่กำลังประสบปัญหาหนี้ให้สามารถมีเงินนำมาจัดการกับปัญหาก่อนที่จะลุกลามบานปลายเป็นวิกฤตหนักเหมือนที่เกิดขึ้นกับยุโรปในขณะนี้
ทั้งนี้ นับเป็นข่าวดีรับการประชุม จี20 ที่ประเทศเม็กซิโก ว่า กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ หรือบริกส์ ซึ่งประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ตลอดจนประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายเตรียมอัดเงินให้กับกองทุนเงินช่วยเหลือตัวใหม่ของไอเอ็มเอฟ เพื่อให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ที่ 4.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 13.33 ล้านล้านบาท)
มาตรการข้างต้นนอกจากจะเป็นการสร้างหลักประกันที่ช่วยเพิ่มทางรอดให้กับหลายๆ ประเทศในกรณีที่สถานการณ์เศรษฐกิจโลกเลวร้ายหนักกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันแล้ว
การเพิ่มเงินให้กับกองทุนยังเสมือนการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลกกล้านำเงินมาลงทุนในประเทศต่างๆ ให้การค้าสินค้าและบริการได้แลกเปลี่ยนหมุนเวียนกันอย่างคึกคัก และทำให้เศรษฐกิจโลกสามารถเติบโตขยายตัวต่อไปได้ในที่สุด
อย่างไรก็ตาม การหาทางกระตุ้นการเติบโตท่ามกลางความไม่พร้อมของหลายๆ ประเทศ ดูจะเป็นภาระหนักอึ้งที่ไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ชัดเจนว่าจะต้องร่วมลงมือทำอะไร และร่วมลงมือทำอย่างไร ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจโดยไม่เป็นการแทรกแซงกลไกตลาด หรือเป็นการกีดกันทางการค้า
ขณะที่ทางด้านการบริจาคเงินสมทบทุนเข้ากองทุนไอเอ็มเอฟก็ยังมีปัญหาคาใจว่า แต่ละประเทศพร้อมจะให้ได้มากเท่าใด ในสัดส่วนเท่าใด และใครพร้อมจะเป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ เพราะขนาดเศรษฐกิจที่แตกต่างย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ทุกประเทศสละเงินเท่าๆ กัน
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า บทสรุปของการบรรเทาและแก้ปัญหาเศรษฐกิจจากเวที จี20 ค่อนข้างเป็นแนวทางชัดเจนที่เป็นไปได้สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน
แต่ทว่า อะไรและอย่างไร ก็ยังคงเป็นคำถามกังขาที่คำตอบยังคงคลุมเครือ







