posttoday
โลกพร้อมใจกระตุ้นเศรษฐกิจลุยสู้พิษยูโรโซน

โลกพร้อมใจกระตุ้นเศรษฐกิจลุยสู้พิษยูโรโซน

15 มิถุนายน 2555

ในรอบ 1 เดือนมานี้ นับตั้งแต่สถานการณ์ของยุโรปเลวร้ายลงจากปัญหาการเลือกตั้งทั่วไปในกรีซ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

[email protected]

ในรอบ 1 เดือนมานี้ นับตั้งแต่สถานการณ์ของยุโรปเลวร้ายลงจากปัญหาการเลือกตั้งทั่วไปในกรีซ และยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากวิกฤตการณ์หนี้ของภาคธนาคารในสเปนเป็นที่น่าสังเกตได้อย่างหนึ่งว่า ยิ่งมีสัญญาณลบทางเศรษฐกิจยุโรปมากเท่าไร ความเคลื่อนไหวจากทั่วโลกเพื่อเตรียมรับมือวิกฤตการณ์ครั้งนี้ก็ยิ่งมีจำนวนมากขึ้น และยังเป็นการตั้งรับที่เร็วขึ้นกว่าทุกครั้งที่เคยมีมาด้วย

นับตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา มีประเทศในเอเชียแปซิฟิกไปจนถึงละตินอเมริกา ดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งทางด้านการเงินและการคลังรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 7 ประเทศ ในจำนวนนี้ยังรวมถึงเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดเบอร์ 2 ของโลกอย่างจีน และประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนถึง 4 ชาติด้วยกัน

เพียงเท่านี้ก็พอจะบ่งชี้ได้เป็นอย่างดีแล้วว่า ทั่วโลกตระหนักถึงความเสี่ยงวิกฤตการณ์ยุโรปในครั้งนี้ ว่าหนักหนาสาหัสเพียงใด

ทว่า มาตรการกระตุ้นของทั่วโลกครั้งนี้ ก็ไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกันเหมือนเมื่อ 4 ปีก่อน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เลือกที่จะใช้นโยบายการคลังด้วยการอัดงบกระตุ้น ส่วนเวียดนาม บราซิล และออสเตรเลีย เลือกใช้มาตรการทางการเงินด้วยการลดอัตราดอกเบี้ย ในขณะที่จีนประกาศใช้ทั้ง 2 แนวทางไปพร้อมๆ กัน เนื่องจากหลายประเทศมีข้อจำกัดที่ต่างกันออกไป อาทิ ภาวะเงินเฟ้อ หนี้สาธารณะและงบประมาณขาดดุล

จีน คือ ตัวอย่างที่ดีของการดำเนินมาตรการกระตุ้นครั้งใหม่ที่เรียนรู้บทเรียน (บางส่วน) มาจากเมื่อ 4 ปีก่อน โดยเลือกที่จะไม่อัดฉีดเงินก้อนใหญ่ 4 ล้านล้านหยวน (ราว 20 ล้านล้านบาท) เหมือนเมื่อครั้งก่อน แต่เลือกที่จะใช้นโยบายการเงินควบคู่กันไป เนื่องจากการอัดฉีดมากเกินไปได้ก่อให้เกิดหนี้ผูกพันมหาศาลตามมา และยังนำไปสู่ปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังแก้ไม่ตกจนถึงปัจจุบัน

รัฐบาลกรุงปักกิ่งดำเนินนโยบายกระตุ้นทางการเงินด้วยการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลงครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี นับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2551 โดยลดดอกเบี้ยลง 0.25% มาอยู่ที่ 6.31% และก่อนหน้านี้ยังได้ลดสัดส่วนการกันสำรองความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ในประเทศลงมาหลายครั้ง ซึ่งครั้งล่าสุดในเดือน พ.ค.ได้ลดสัดส่วนลงมาอีก 0.5% ส่งผลให้สัดส่วนการกันสำรองความเสี่ยงของแบงก์พาณิชย์ขนาดใหญ่อยู่ที่ 20% และแบงก์พาณิชย์ขนาดกลางไปจนถึงขนาดย่อมมีสัดส่วนอยู่ที่ 16.5%

โลกพร้อมใจกระตุ้นเศรษฐกิจลุยสู้พิษยูโรโซน

 

ขณะเดียวกัน จีนยังดำเนินมาตรการทางการคลัง เพื่อกระตุ้นการลงทุนและการใช้จ่ายของประชาชนอีกหลายด้าน อาทิ การลดราคาน้ำมันค้าปลีกเบนซินและดีเซลลงมาราว 5% ทั่วประเทศ ขณะที่ก่อนหน้านี้ไม่นานรัฐบาลได้ประกาศมาตรการกระตุ้นวงเงิน 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.1 แสนล้านบาท) เพื่อก่อสร้างโรงงานผลิตเหล็กในมณฑลกวางตุ้ง ทั้งที่ปริมาณความต้องการเหล็กในตลาดโลกลดลง

การกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนยังไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศเท่านั้น แต่จีนยังเตรียมพร้อมรับมือการส่งออกที่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องด้วยการหันมาจับมือเพิ่มการค้าภายในภูมิภาคแทน อาทิ การเจรจาเขตการค้าเสรี 3 ประเทศ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ นอกจากนี้ยังดำเนินการลดผลกระทบความผันผวนจากตลาดทุนภายนอก ด้วยการร่วมมือกับญี่ปุ่นให้มีการค้าเงินสกุลเงินหยวนเยน ได้โดยตรงไปเมื่อเดือน มิ.ย.ที่เพิ่งผ่านมา

ส่วนในกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น ส่วนใหญ่เลือกที่จะดำเนินนโยบายการคลังอัดฉีดงบประมาณเข้ากระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง เนื่องจากต้องการคงความยืดหยุ่นรอดูสถานการณ์จากซีกโลกตะวันตกก่อน โดยอาจปรับเปลี่ยนได้หากวิกฤตการณ์ยูโรโซนเลวร้ายลง ขณะที่บางประเทศก็ยังติดข้อจำกัดเรื่องภาวะเงินเฟ้อ

รัฐบาลมาเลเซียซึ่งตั้งงบประมาณไว้สูงสุดทุบสถิติเท่าที่เคยมีมา 2.32 แสนล้านริงกิต (ราว 2.3 ล้านล้านบาท) เมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว ได้ประกาศเตรียมขึ้นเงินเดือนและเงินบำเหน็จบำนาญให้กับข้าราชการทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังประกาศนโยบายค่าเล่าเรียนฟรีและยังเตรียมแจกเงินให้คนยากจนอีกด้วย โดยเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องมาจากในเดือน พ.ค. ซึ่งรัฐบาลเสือเหลืองได้ประกาศแผนกระตุ้นการลงทุนวงเงิน 2.05 หมื่นล้านริงกิต (กว่า 2 แสนล้านบาท)

ขณะที่ฟิลิปปินส์ได้เริ่มการประมูลโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายรถไฟด่วนพิเศษในกรุงมะนิลา วงเงิน 6 หมื่นล้านเปโซ (ราว 4.4 หมื่นล้านบาท) ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และล่าสุดยังสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ จากบริษัท เหมืองแร่สวิตเซอร์แลนด์ เกล็นคอร์ อินเตอร์แนชันนัล และบริษัทพลังงานในอังกฤษ ก๊าซเอเชีย ในวงเงินลงทุนกว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.58 หมื่นล้านบาท)

ทางด้านอินโดนีเซียนั้น ซึ่งเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ 5.75% ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินในสัปดาห์นี้ ได้ประกาศจะดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายขนานในปีนี้ หลังจากที่ตั้งงบประมาณขาดดุลปี 2555 ไว้ถึง 1.9 ล้านล้านรูเปียห์ โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ และรัฐบาลยังขยายเพดานเงินเดือนสำหรับมาตรการลดภาษีไปอยู่ที่ 24 ล้านรูเปียห์ จากเดิมที่ 15.8 ล้านรูเปียห์

“ในช่วงเวลาเช่นนี้ภาคการส่งออกจะไม่ใช่ปัจจัยหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเรา เพราะการส่งออกได้ซบเซาลง ทำให้เราต้องหันมาเพิ่มการบริโภคและการลงทุนในประเทศให้มากขึ้นแทน” บัมบัง บรอดโจนโกโร ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายการคลัง กระทรวงการคลังอินโดนีเซีย เปิดเผยในสัปดาห์นี้

สำหรับเวียดนามนั้น ได้ดำเนินการลดอัตราดอกเบี้ยลงแล้วถึง 4 ครั้ง ภายในปี 2555 นี้ โดยครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือน มิ.ย.ได้ลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1% มาอยู่ที่ระดับ 11% รวมแล้วลดลงมาถึง 3% ภายในปีนี้ หลังจากที่รัฐบาลเริ่มควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้ลงมาอยู่ที่ระดับ 8.3% ในเดือนที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2553

และยังมีแนวโน้มด้วยว่าหลายประเทศในเอเชีย อาจตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาอีก หรือเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม หากสถานการณ์ความปั่นป่วนในยุโรปหลังการเลือกตั้งรอบสองของกรีซในวันอาทิตย์ที่ 17 มิ.ย.นี้ เลวร้ายลง

เพราะวิกฤตครั้งนี้ไม่มีทางเลือกนอกจากตั้งการ์ดให้ดี ตั้งรับให้มั่นเท่านั้น...!

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันอาทิตย์ที่ 18 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันอาทิตย์ที่ 18 ต.ค. 69