
ผมคิดไม่ออกว่า กรีซ...จะรอดได้ยังไง
โดย...วีระพงษ์ ชุติภัทร์
โดย...วีระพงษ์ ชุติภัทร์
เมื่อเร็วๆ นี้ มีการเปิดเผยตัวเลขรายได้จากการท่องเที่ยวของกรีซ ซึ่งพบว่าออกมาลดลงจากเดิมกว่า 15% และนับเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจของกรีซเข้าไปอีก ทำให้นึกถึงประเทศไทยเมื่อตอนที่พวกเราต้องผจญกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในปี 2540 ซึ่งเป็นวิกฤตการณ์ที่ทำให้คนไทยเกือบทั้งประเทศต้องดำเนินชีวิตอย่างยากลำบากในช่วงเวลานั้น แต่ผมเองก็มองว่าคนไทยในเวลานั้นก็ยังโชคดีกว่าคนกรีซในเวลานี้อยู่หลายประการ ดังนี้ครับ
หนึ่ง กระบวนการขนเงินออกนอกประเทศ
หลังจากไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2540 ก็ทำให้ค่าเงินบาทลดค่าลงมาเรื่อยๆ จาก 25 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มาสูงกว่า 55 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โชคดีที่เมืองไทยไม่เกิดภาวะ Bank Run หรือภาวะที่ผู้คนถล่มถอนเงินออกจากธนาคารในเวลาพร้อมๆ กัน
สาเหตุที่ไม่เกิดอาจเป็นเพราะคนไทยหลายคนคิดว่าอย่างมากอัตราแลกเปลี่ยนอาจไปถึง 30 บาท หรือ 35 บาทต่อเหรียญสหรัฐเท่านั้น หรือไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี? เพราะไม่เคยประสบปัญหาเช่นนี้มาก่อน แต่ในที่สุดอัตราแลกเปลี่ยนก็วิ่งไปมากกว่า 55 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และทำให้คนไทยมากกว่าครึ่งประเทศอยู่ในสถานะ “ไม่มี...ไม่หนี...ไม่จ่าย”
ส่วนคนกรีซที่ใช้เงินยูโรอยู่ในขณะนี้ สิ่งที่คนกรีซกลัวมากที่สุดคือ วันพรุ่งนี้ถอนเงินออกมาจะไม่ได้เป็นเงินยูโร แต่ได้เป็นเงินกรีซแทน ดังนั้นจึงมีการถอนเงินและโยกเงินไปฝากต่างประเทศจำนวนมหาศาล ซ้ำเติมวิกฤตการณ์ในขณะนี้เข้าไปอีก
สอง ความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล
จำได้ไหมครับว่าหลังจากรัฐบาลนายกฯ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ได้ประกาศลอยตัวค่าเงินบาทและลงจากตำแหน่งไป รัฐบาลนายกฯ ชวน หลีกภัย ก็ขึ้นมาบริหารประเทศแทน ผมเองไม่แน่ใจว่ารัฐบาลชุดนั้นเก่งหรือเปล่า? แต่ที่แน่ๆ รัฐบาลนายกฯ ชวนยังได้รับความไว้วางใจจากคนไทยในเวลานั้นอยู่ในระดับหนึ่ง รัฐบาลยังสามารถกำหนดกรอบกติกาและเซ็น MOU กับไอเอ็มเอฟที่คนไทยทั้งประเทศไม่ต้องการ...แต่ต้องทำ
ขณะที่กรีซเวลานี้มีพรรคใหญ่ 3 พรรค คือ พรรค PASOK พรรค ND และพรรค SYRIZA ทั้ง 3 พรรคคุยกันไม่รู้เรื่องและจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ ที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีพรรคไหนได้เสียงเด็ดขาดเกินครึ่งหนึ่ง และนโยบายแต่ละพรรคก็สุดขั้วคือ “ต่างคน...ต่างเดิน...ไม่มีทางสายกลาง” (อ่านประวัติพรรคการเมืองกรีซได้ใน “กรีซ ประเทศฉิบหาย...ช่างมัน ขอให้ข้า...นะก่อน” ในโพสต์ทูเดย์ หรือที่ http://www.doctorwe.com/posttoday/20110707/173)
สาม หลังวิกฤต การส่งออกไทย...เป็นพระเอก แต่กรีซ...ไม่ใช่
พอจำกันได้ไหม ก่อนวิกฤตปี 2540 ประเทศไทยต้องพึ่งพาการส่งออกสูงมาก พอหลังเกิดวิกฤตภาคการส่งออกก็อาศัยค่าเงินบาทที่อ่อนส่งออกสินค้าได้อย่างถล่มทลาย ทำให้มีเม็ดเงินใหม่ๆ เข้ามาในตลาด รัฐบาลก็พลอยได้รับอานิสงส์จากการเก็บภาษีจากการส่งออกอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
ส่วนกรีซนั้นแม้ว่าจะได้รับเงินช่วยเหลือไปจากไอเอ็มเอฟและกลุ่มยูโรโซนไปจำนวนมากแล้ว แต่เงินส่วนใหญ่ก็ต้องนำไปชำระการไถ่ถอนพันธบัตรกรีซที่ครบกำหนดเกือบทั้งหมด ทำให้รัฐบาลกรีซเหลือเงินเพื่อใช้จ่ายภายในประเทศเพียงน้อยนิด และไม่ได้มีเงินภาษีจากการส่งออกเหมือนเมืองไทยในปี 2540
สี่ ‘การท่องเที่ยว’ คือเส้นเลือดที่จะทำให้กรีซฟื้นคืนชีพ...จริงหรือ?
ด้านอุตสาหกรรม กรีซมีชื่อเสียงอยู่ 3 เรื่อง คือ การท่องเที่ยว การเดินเรือ และอุตสาหกรรมการผลิต การเดินเรือและโรงงานผลิตสินค้าที่ผ่านมามักจะถูกบริษัทอื่นจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาครอบงำกิจการไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าหัวใจของกรีซจึงอยู่ที่ “การท่องเที่ยว” เท่านั้น
แต่ด้วยมาตรการรัดเข็มขัดที่รุนแรงก็ทำให้คนกรีซออกมาประท้วงทั่วกรุงเอเธนส์ นักท่องเที่ยวไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์ก็ปิด นักท่องเที่ยวไปเที่ยวชายหาด เรือที่จะพาไปก็หยุดงานประท้วง นักท่องเที่ยวจะกลับบ้าน เจ้าหน้าที่สนามบินก็สไตรก์ กลับบ้านไม่ได้ !!
ปัจจุบันพบว่าการบินไทยปิดสำนักงานที่กรีซไปแล้ว ตามมาด้วยสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส และอีกหลายสายการบิน เมื่อไม่มีเครื่องบินพานักท่องเที่ยวไป แล้วนักท่องเที่ยวจะไปกันอย่างไรล่ะ?
ร้านหลุยส์ วิตตอง ในกรุงเอเธนส์ปิดไปแล้ว ตามมาด้วยร้านขายของหรูๆ จะปิดร้านตามๆ มา คุณผู้อ่านคงรู้คำตอบแล้วว่าร้านเหล่านี้ทำไมถึงปิด? นั่นเป็นเพราะจำนวนนักท่องเที่ยวที่น้อยลง...น้อยลง
ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว คนกรีซควรจะเลิกประท้วงดีไหม? บรรดาคนกรีซที่ประท้วงกัน ส่วนใหญ่ประกอบไปด้วย ข้าราชการที่ต้องออกจากงาน คนแก่ที่ถูกตัดเงินสวัสดิการ และคนงานที่ถูกลดค่าจ้างแรงงาน ทุกคนก็ต่างพากันร้องตะโกนกันว่า “กู...ไม่แคร์”
ถ้าคนกรีซได้มีโอกาสมาเที่ยวเมืองไทยโดยเฉพาะตอนที่เมืองไทยจัดงาน “มหกรรมกีฬาสีแห่งชาติ” ซึ่งเป็นกีฬาที่คนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ต้องการดู มีมหกรรม แสง สี เสียง ตระการตา และจัดต้อนรับนักท่องเที่ยวที่สนามบินในกรุงเทพฯ นอกจากนั้นยังมีไปจัดที่ใจกลางย่านท่องเที่ยวของกรุงเทพฯ อีกด้วย และเราไม่ได้จัดกันแค่ช่วงเย็นถึงค่ำเหมือนคอนเสิร์ตของเลดี้ กากา แต่เราจัดงานกันให้มันมีตลอดวัน ตลอดคืน ตลอดสัปดาห์ และบางครั้งก็เป็นเดือนๆ
ถ้าคนกรีซได้เห็นว่า จริงๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น? คำว่า “กู...ไม่แคร์” ที่ดังกึกก้องทั่วกรุงเอเธนส์อยู่ในขณะนี้ ก็คงจะเสียงเบาลงมา พร้อมๆ กับการเกิดความรู้สึกใหม่ในใจที่มันพูดว่า “ประเทศ...กู จะไม่รอด ก็เพราะกู...นี่เอง”







