
ค่าเงินบาทแข็งควรแก้ไขหรือไม่
...ปกรณ์ วิชยานนท์
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
(ทีดีอาร์ไอ)
ในช่วง 4 วันทำการแรกของเดือน มี.ค.ศกนี้ ค่าเงินบาทได้เพิ่มขึ้นถึง 40 สตางค์ต่อเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับที่เพิ่มขึ้นในช่วง 4 เดือนก่อนหน้า (ต.ค. 2552
–ม.ค. 2553)หลายฝ่ายอาจข้องใจว่าทำไมค่าเงินบาทจึงแข็งขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้ นอกจากนั้นอาจตั้งบางคำถามต่อด้วยว่าแล้วทำไมธนาคารชาติจึงไม่เข้าไปแทรกแซงบ้างหรือมีมาตรการแก้ไข ในเมื่อเสถียรภาพของค่าเงินบาทมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจไทยที่ต้องพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศเป็นอันมาก
หากวิเคราะห์สถานการณ์ในเชิงลึกแล้ว คงสรุปได้ว่า 2 ปัจจัยที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นสาเหตุหลักที่ผลักดันให้ค่าเงินบาทเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจัยแรกคือ ในวันศุกร์ที่ 26 ก.พ.ศกนี้ ศาลได้มีคำพิพากษายึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาทของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ในคดีที่ฟ้องร้องทั้งสิ้นเป็นจำนวนเงิน 7.6 หมื่นล้านบาท การตัดสินใจเช่นนี้ถือได้ว่าลดแรงกดดันและความตึงเครียดทางการเมืองลงพอควร จึงช่วยเพิ่มความมั่นใจของนักลงทุนจากต่างประเทศในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมากพอควร หลักฐานในประเด็นนี้เห็นได้ชัดจากสถิติยอดการซื้อสุทธิรายวันของนักลงทุนต่างชาติที่เพิ่มขึ้นเป็นอันมากใน 4 วันทำการแรกของเดือน มี.ค. และการพุ่งขึ้นของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ปัจจัยที่สองคือ ในวันศุกร์ที่ 26 ก.พ. เช่นกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เผยแพร่เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจของเดือน ม.ค. สถิติเหล่านี้หลายตัวแสดงให้เห็นได้ชัดถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจากภาวะตกต่ำอย่างรุนแรงในปีที่แล้วที่สืบเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก รายได้จากการส่งออกของไทยได้ขยายตัวในอัตราที่สูงสุดในรอบปี จึงผลักดันให้ส่วนเกินดุลบัญชีเดินสะพัด (ซึ่งเป็นบัญชีที่รวมเฉพาะสินค้า บริการ และบริจาค แต่ไม่รวมเงินทุน) ของเดือน ม.ค. พุ่งขึ้นสูงสุด (2 พันล้านเหรียญสหรัฐ) ตั้งแต่เดือน ต.ค. ปีที่แล้ว และยอดเงินลงทุนในหลักทรัพย์สุทธิของเอกชนจากต่างชาติในเดือน ม.ค. (1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ) ก็ได้กลับมาอยู่ในแดนบวกหลังจากที่ติดลบตลอดปีที่แล้ว นอกจากนั้น สภาวะการลงทุนตลอดจนบรรยากาศทางธุรกิจในไทยก็ได้ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน สถิติเศรษฐกิจเหล่านี้พร้อมทั้งทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของไทยที่เพิ่มถึงระดับ 142.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในเดือน ม.ค. จึงเป็นปัจจัยที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจ และยอดซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การซื้อสุทธิที่เพิ่มขึ้นนี้ได้ผลักดันให้ค่าเงินบาทพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วดังที่กล่าวข้างต้น
สำหรับคำถามต่อไปที่ว่ารัฐควรเข้าแทรกแซงเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทหรือไม่นั้น หากพิจารณารายละเอียดของแนวทางการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมสำหรับประเทศกำลังพัฒนาขนาดเล็กที่ได้เปิดประเทศมากพอควรแล้วเช่นไทย จะเห็นได้ว่าเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนนับเป็นเพียง 1 ใน 3 เป้าหมายหลักของการบริหารอัตราแลกเปลี่ยน อีก 2 เป้าหมายหลักคือ ความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ และดุลยภาพในบัญชีเดินสะพัดกับต่างประเทศ ความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับประเทศที่ต้องพึ่งความต้องการในตลาดโลก ดังนั้นจึงต้องให้ความสำคัญแก่การเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้าและคู่แข่งด้วย มิใช่มองแต่เฉพาะเสถียรภาพของค่าเงินบาทเท่านั้น
ในขณะเดียวกัน ดุลยภาพในบัญชีเดินสะพัดกับต่างประเทศก็เป็นเป้าหมายที่สำคัญเช่นกัน เพราะจะช่วยสร้างความยั่งยืนให้แก่การทำการค้ากับต่างประเทศ ทั้งนี้เนื่องมาจากประเทศกำลังพัฒนาขนาดเล็กมักมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่จำกัด ไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้หนุนหลังการค้ากับต่างประเทศได้ยาวนาน นอกจากนั้นเงินกู้จากตลาดเงินทุนระหว่างประเทศที่บางฝ่ายอาจเห็นว่าสามารถเข้ามาทำหน้าที่แทนทุนสำรองได้ ก็มักมีอายุสั้นและผันผวนได้ง่าย ขึ้นอยู่กับระดับอัตราดอกเบี้ยเปรียบเทียบและความน่าเชื่อถือของประเทศผู้กู้ในตลาดโลก วิกฤตเศรษฐกิจของไทยในปี พ.ศ. 2540 แสดงให้เห็นได้ชัดถึงความสำคัญของความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศและดุลยภาพในบัญชีเดินสะพัดกับต่างประเทศ เพราะก่อนที่จะเกิดภาวะวิกฤต ค่าเงินบาทคงตัวเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ แต่ก็แข็งตัวขึ้นมากเมื่อเทียบกับค่าเงินของประเทศคู่ค้าคู่แข่ง จึงผลักดันให้ส่วนขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพุ่งขึ้นสูงถึงระดับ 8% ของ GDP ในปี พ.ศ. 25382539 สภาวะเช่นนั้นได้ลดความเชื่อมั่นของทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ต่างประเทศ จึงกระตุ้นการไหลออกของเงินทุนสู่ต่างประเทศเป็นจำนวนมาก จนทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของไทยได้ลดต่ำลงถึงระดับที่จำเป็นต้องปล่อยให้ค่าเงินบาทลอยตัว และทางออกเช่นนั้นก็ได้ก่อภาวะวิกฤตเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในปี พ.ศ. 25402541
อีกสาเหตุหนึ่งที่รัฐควรให้ความสำคัญแก่ดุลยภาพในบัญชีเดินสะพัดกับต่างประเทศจนเป็นเป้าหมายหลักอีกประการหนึ่งของการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนคือ วงจรระหว่างดุลบัญชีเดินสะพัดและอัตราแลกเปลี่ยนนี้เป็นวงจรที่ดี เพราะสามารถแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองได้ (SelfCorrecting Cycle) ตัวอย่างเช่น เมื่อดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล ค่าเงินท้องถิ่นที่เพิ่มขึ้นก็จะลดการส่งออกและเพิ่มการนำเข้า ซึ่งจะไปช่วยลดส่วนเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ในทางตรงกันข้าม เมื่อดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล ค่าเงินท้องถิ่นที่ลดลงก็จะเพิ่มการส่งออกและลดการนำเข้า ซึ่งจะไปช่วยลดส่วนขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ส่วนปฏิกิริยาระหว่างดุลบัญชีเงินทุนกับอัตราแลกเปลี่ยนกลับอยู่ในรูปวงจรอุบาทว์ (Evil Cycle) เพราะส่วนเกินดุล/ขาดดุลบัญชีเงินทุนจะกระตุ้นให้ค่าเงินท้องถิ่นสูงขึ้น/ลดลงตามลำดับ ซึ่งจะไปกระตุ้นให้เงินทุนไหลเข้า/ออกตามลำดับ จึงยิ่งทำให้ส่วนเกินดุล/ขาดดุลบัญชีเงินทุนนั้นมีปริมาณมากขึ้นอีก ก่อให้เกิดอันตรายหรือเพิ่มความลำบากให้แก่การบริหารเศรษฐกิจอย่างแน่นอน
เนื่องจากความสำคัญของทั้ง 3 เป้าหมายที่กล่าวถึงข้างต้น รัฐควรพิจารณาทำหน้าที่
“ขัดเกลา (Smoothening)” ระดับอัตราแลกเปลี่ยนให้แกว่งตัวอยู่ในแถบแคบๆ ที่เคลื่อนไหว (Small Moving Band) ในระยะเวลาปานกลาง (ดูภาพ) “แถบ (Band)” ในที่นี้เป็นสิ่งที่วางไว้เพื่อปรับค่าเงินบาทในระยะสั้นให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค เพื่อให้ได้มาซึ่งความสามารถในการแข่งขันกับต่างชาติ อย่างไรก็ตาม แถบนี้ควรจะ “แคบ (Small)” เพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาท ซึ่งถือได้ว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญมากต่อการประกอบกิจการของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน นอกจากนั้น เสถียรภาพของค่าเงินยังมีอิทธิพลเป็นอันมากต่อความน่าเชื่อถือหรือไว้วางใจในตลาดเงินทุนระหว่างประเทศ และแถบนี้ก็ “เคลื่อนไหว (Moving)” ในระยะเวลาปานกลางเพื่อสร้างดุลยภาพให้แก่บัญชีเดินสะพัดของประเทศที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอนอกเหนือจากกลยุทธ์การบริหารอัตราแลกเปลี่ยนที่กล่าวข้างต้นแล้ว รัฐควรให้ความสนใจเป็นพิเศษแก่ 2 ประเด็นที่สำคัญคือ (ก) การขัดเกลา (Smoothening) อัตราแลกเปลี่ยนที่กล่าวข้างต้น หมายถึง การลดมิใช่กำจัดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และการลดนี้รัฐก็ควรเลือกขนาดของความผันผวนให้เหมาะสมคือไม่ลดมากหรือน้อยเกินไป โดยพิจารณาค่าเงินในภูมิภาคด้วยว่าเคลื่อนไหวในทิศทางใด มากน้อยขนาดไหน และธนาคารกลางของเขาได้เข้าแทรกแซงมากน้อยเพียงไร (ข) พัฒนาการของตลาดเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าในประเทศไทยได้คืบหน้าไปมากน้อยเพียงไร ทั้งนี้ เป็นเพราะเมื่อรัฐจำเป็นต้องเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ค่าเงินบาทตามหลายเป้าหมายที่กล่าวข้างต้น รัฐก็ควรส่งเสริมตลาดเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าให้มีพัฒนาการควบคู่กันไปด้วย หากมิเช่นนั้นแล้ว ธุรกิจเอกชน (โดยเฉพาะ SME) ก็อาจประสบปัญหาที่รุนแรงขึ้นในการป้องกันความเสี่ยง (โดยซื้อ Hedging หรือ Forward Cover) จนก่อให้เกิดปัญหาลูกโซ่ต่อเนื่องสู่สถาบันการเงินได้ง่าย







