
โลกมองไทย
เป็นที่รู้กันดีว่าประเทศไทยครองแชมป์เป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลกมาตั้งแต่ปี 2526 ซึ่งสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศเป็นมูลค่ามหาศาลถึง 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.86 แสนล้านบาท) ทีเดียว
เป็นที่รู้กันดีว่าประเทศไทยครองแชมป์เป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลกมาตั้งแต่ปี 2526 ซึ่งสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศเป็นมูลค่ามหาศาลถึง 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.86 แสนล้านบาท) ทีเดียว
อย่างไรก็ตาม โทมัส ฟูลเลอร์ ผู้เขียนบทบรรณาธิการเว็บไซต์เดอะนิวยอร์กไทมส์ ตั้งข้อสังเกตว่า ในอนาคตอันใกล้ไทยอาจต้องเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจและรายได้จากภาคการส่งออกข้าว เนื่องจากในขณะนี้วัฒนธรรมการปลูกข้าวเริ่มสูญหายไปจากสังคม หลังหนุ่มสาวไทยยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการปลูกข้าวน้อยลง เห็นได้จากเด็กรุ่นใหม่จำนวนมากเดินทางเข้ามาอยู่ในเมืองหลวง และเลือกที่จะทำงานออฟฟิศกันมากขึ้น
สถิติของรัฐบาลชี้ว่า ปัจจุบันมีชาวนาเพียง 12% ที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี ซึ่งลดลงถึง 35% จากเมื่อปี 2528 โดยอายุเฉลี่ยของชาวนาเมื่อปี 2554 อยู่ที่ 42 ปี เพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2528 ที่ 31 ปี ชี้ให้เห็นว่าปริมาณชาวนาไทยรุ่นใหม่ลดน้อยลงอย่างฮวบฮาบ
สร้างความกังวลว่าในอนาคตอาจไม่มีลูกหลานไทยสืบทอดกิจกรรมการปลูกข้าวบนพื้นที่มากกว่า 90 ล้านไร่ และอาจส่งผลให้วัฒนธรรมการปลูกข้าว ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการลงแขก ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติสูญหายไปจากสังคมไทยในที่สุด
ฟูลเลอร์ มองว่า สาเหตุที่ทำให้คนไทยรุ่นใหม่ละทิ้งถิ่นฐานและไม่สืบทอดการปลูกข้าวต่อจากบรรพบุรุษ เนื่องจากในสายตาของเด็กไทยรุ่นใหม่มักมองว่าชาวนาเป็นกลุ่มคนที่จน ไม่ฉลาด และมีสุขภาพแย่ ซึ่งต่างจากประเทศอื่นๆ ที่มีวัฒนธรรมการปลูกข้าวเช่นเดียวกันที่มองว่าชาวนาเป็นกลุ่มคนที่มีความอดทนสูง พึ่งพาตัวเองได้ และเป็นตัวแทนของความเงียบสงบที่คนเมืองล้วนโหยหา
นอกจากนี้ สภาพชีวิตของชาวนาไทยค่อนข้างตกต่ำ เพราะต้องแบกรับภาระหนี้สินจำนวนมาก อันเป็นผลมาจากราคาปุ๋ยมีสูงขึ้น และผลผลิตที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติต่างๆ มากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม โรเบิร์ต เซเกอร์ ผู้จัดการทั่วไปสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติประจำฟิลิปปินส์ คาดว่าจำนวนชาวนาไทยที่ลดลงอาจส่งผลให้เกิดความตึงเครียดในระยะสั้นเท่านั้น เพราะผลกระทบจากการขาดแคลนแรงงานมักจะได้รับการทดแทนด้วยการเข้ามาของเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น







