
คำเตือนจากตำรวจเอาจริงตีนผีเฉยเมยใบสั่ง
ปัจจุบันมีรถที่วิ่งอยู่บนท้องถนนจำนวนมากไม่ยอมปฏิบัติตามกฎจราจรที่วางไว้ จะด้วยความเร่งรีบหรือความมักง่ายส่วนตัวก็ตาม
โดย กันติพิชญ์ ใจบุญ
ปัจจุบันมีรถที่วิ่งอยู่บนท้องถนนจำนวนมากไม่ยอมปฏิบัติตามกฎจราจรที่วางไว้ จะด้วยความเร่งรีบหรือความมักง่ายส่วนตัวก็ตาม แต่นั่นหมายถึงคุณกำลังทำผิดกฎหมาย ทำให้ตำรวจจราจรต้องใช้อาวุธหรือเครื่องมือที่เรียกว่า “ใบสั่ง” ออกมาจัดการเพื่อให้เข็ดหลาบ
จากสถิติผู้ขับขี่ทั้งรถจักรยานยนต์ รถยนต์ หรือรถขนส่งสาธารณะต่างๆ ไล่เรียงตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-30 เม.ย. 2555 มีผู้ทำผิดฝ่าฝืนกฎจราจรจนตำรวจต้องออกใบสั่งไปถึง 483,391 ราย แต่มีผู้มาชำระค่าปรับตามใบสั่งเพียง 168,818 รายเท่านั้น หรือคิดเป็น 34.92% เท่านั้น ที่เหลืออีก 314,573 ราย กลับไม่สนใจ “ใบสั่ง” ยังขับรถลอยนวลตามปกติ ไม่คิดจะไปเสียค่าปรับ
อย่างไรก็ตาม ตำรวจมองเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะจะกลายเป็นว่ากฎหมายบ้านเมืองไม่สามารถบังคับใช้กับประชาชนได้ จึงได้ออกมาตรการที่เข้มงวดขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนเคารพกฎจราจรให้มากขึ้น
พ.ต.อ.วีระวิทย์ วัจนะพุกกะ ผกก.3 บก.จร. (ศูนย์ข้อมูลใบสั่ง) ระบุว่า พ.ร.บ.จราจรทางบกได้ระบุความผิดของผู้ขับขี่ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายไว้อย่างชัดเจน แต่ก็พบว่ามีคนฝ่าฝืนไม่ยอมมารับทราบข้อกล่าวหา ทำเป็นไม่สนใจไยดี จึงต้องมีการออกหมายเรียกไปตามที่อยู่ของผู้ขับขี่
พร้อมกับเพิ่มความผิดแจ้งข้อหาเข้าไปอีกกระทง ตามมาตรา 155 พ.ร.บ.ทางบก พ.ศ.2522 ฐานมีความผิดแล้วยังไม่ไปรายงานตัวตามวันและเวลาที่กำหนด โดยต้องเพิ่มโทษเสียค่าปรับเพิ่มอีก 1,000 บาท
นอกจากนั้น จะทำหนังสือแจ้งไปยังนายทะเบียนหรือหน่วยงานที่รับต่อทะเบียนเสียภาษีรถยนต์ของกรมการขนส่งทางบก สั่งให้ระงับการชำระภาษีประจำปีของรถยนต์ที่ทำผิดกฎหมาย และยังไม่เสียค่าปรับให้เรียบร้อย ไม่ให้ต่อทะเบียนเด็ดขาดจนกว่าที่ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถที่ทำผิดกฎหมายจราจรจะมาชำระค่าปรับก่อน
“จากสถิติจะเห็นว่ามีผู้ขับขี่อีกกว่า 3 แสนราย ที่เพิกเฉยต่อการรับทราบข้อกล่าวหา ถือว่าไม่เคารพกฎจราจร ไม่มีความเกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ความผิดส่วนใหญ่คือฝ่าไฟแดง ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ไม่สวมหมวกกันน็อก หากไม่มีการปรามไว้เสียบ้าง อันตรายก็อาจจะเกิดขึ้นกับประชาชนทั่วไป และยิ่งทำให้เพิ่มปัญหาการจราจรเข้าไปอีก” พ.ต.อ.วีระวิทย์ ย้ำ
เอาเป็นว่าใครผิดไปแล้วก็ต้องยอมรับผิดไปชำระค่าปรับตามหมายเรียก ใครมีใบสั่งอยู่ในมือแต่ยังไม่ไปชำระค่าปรับตามความผิดของตนเอง ไม่เช่นนั้นอาจถูกแจ็กพอตมี “หมายเรียก” มาหย่อนที่หน้าบ้านเพิ่มความผิดฐานเพิกเฉยเข้าไปอีก เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน !!!
กฎหมายระบุความผิดชัดเจน
1.ผู้กระทำผิดกฎหมายจราจรสามารถมารายงานตัวตามที่ระบุไว้ในใบสั่งตั้งแต่ 8 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 7 วัน (นับแต่วันเวลาที่ถูกจับกุม)
2.ชำระค่าปรับตามจำนวนที่ระบุไว้ในใบสั่งโดยการส่งธนาณัติ หรือการส่งตั๋วแลกเงินของธนาคารโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียน สั่งจ่ายให้แก่ ผบ.ตร. พร้อมด้วยสำเนาใบสั่งไปยังสถานที่ และภายในวัน เวลา ที่ระบุไว้ในใบสั่ง
3.กรณีไม่ไปรายงานต่อพนักงานสอบสวนภายในวัน เวลา ที่ระบุไว้ในใบสั่ง ทั้งในทางการมารายงานตัวต่อพนักงานสอบสวนด้วยตนเองหรือการส่งธนาณัติ หรือตั๋วแลกเงินของธนาคารโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ตำรวจจะเพิ่มความเข้มโดยออกหมายเรียก (พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 141 ทวิ (1))
หรือแจ้งเป็นหนังสือไปยังนายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์และตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก เพื่อให้นายทะเบียนแจ้งให้ผู้มาติดต่อขอชำระภาษีประจำปีสำหรับรถคันนั้นไปรายงานตัวที่พนักงานสอบสวนตามหมายเรียก และงดรับชำระภาษีประจำปีชั่วคราว (พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 141 ทวิ (1)) หรือออกหมายจับ (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ. 2477 มาตรา 66 (2) และวรรคท้าย) แล้วแต่กรณี
4.กรณีการที่ผู้กระทำผิดกฎหมายจราจรและไม่ไปรายงานตัวต่อพนักงานสอบสวนตามเวลาที่กำหนด ผู้ขับขี่หรือผู้กระทำความผิดนั้นจะมีความผิดเพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่ง คือข้อหาไม่ไปรายงานตัวภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 155 อัตราโทษ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท







