
สภากางกม.ชนศาลรธน.หนุนสภาลุยแก้รธน.
สภาฯ กางข้อกฎหมายชนศาลรธน.หนุนเดินหน้าลงมติร่างแก้ไขรธน.วาระ 3ยันรัฐสภาไม่ใช่หน่วยราชการไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม
สภาฯ กางข้อกฎหมายชนศาลรธน.หนุนเดินหน้าลงมติร่างแก้ไขรธน.วาระ 3ยันรัฐสภาไม่ใช่หน่วยราชการไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม
เมื่อเวลา 11.00 น. นายพิฑูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แถลงผลประชุมคณะกรรมการประสานงานและเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของประธานรัฐสภา ต่อกรณีที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้สภาระงับการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 ออกไปก่อน
ทั้งนี้ คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้ทำความเห็นเสนอต่อประธานสภา ดังนี้ 1.มาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญ กำหนดว่าพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตยทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ดังนั้น เป็นผลให้รัฐสภาผูกพัน ต้องปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำวินิจฉัยใดขององค์กรใด ต้องมีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งให้ผูกพันหรือปฏิบัติตาม
2.มาตรา 216 ของรัฐธรรมนูญกำหนดให้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาดมีผลผูกพันต่อสภา โดยคำวินิจฉัยนั้นต้องทำโดยคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่น้อยกว่า 2 คน ต้องทำความเห็นในคำวินิจฉัยในส่วนของตนและประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่คำสั่งดังกล่าวไม่ปรากฏตามลักษณะมาตรา 216 จึงไม่เป็นคำวินิจฉัยมีผลผูกพันต่อสภา
3.คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญใช้แบบหนังสือเรียกเอกสาร หลักฐาน หรือบุคคล โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 68 วรรคสอง ประกอบมาตรา 213 วรรคหนึ่ง และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 ประกอบข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ. 2550 ข้อ 6 อันเป็นการใช้อำนาจกำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราว
“แต่รัฐสภามิใช่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น อันอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ รัฐสภาจึงไม่มีผลผูกพันตามคำสั่งดังกล่าว”นายพิฑูร กล่าว
4.มาตรา 291 กำหนดให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา และการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาต้องเป็นไปตามมาตรา 122 กำหนดว่าสมาชิกรัฐสภาเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยไม่อยู่ในความผูกมัด หรือความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทย
5.คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นคำสั่งต่อเลขาธิการสภาให้แจ้งต่อประธานรัฐสภา ให้รอดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เป็นการออกคำสั่งต่อประธานรัฐสภาหรือรัฐสภา และ 6.การดำเนินการใดของประธานสภาและรัฐสภาในเรื่องดังกล่าว อาจส่งผลต่อบรรทัดฐานการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ
นายพิฑูร กล่าวด้วยว่า เรื่องดังกล่าวทางคณะได้ให้ความเห็นต่อประธานสภาตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. ที่ผ่านมา หลังจากศาลได้มีคำสั่งมา อย่างไรก็ดี ยืนยันว่าได้ตีความตามข้อกฎหมายอย่างสุจริต ไม่เอนเอียงหรือเข้าข้างพรรคการเมืองใด ส่วนประธานจะพิจารณาอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจ ทั้งนี้ คาดว่าประธานคงจะมีการระดมความจากหลายฝ่ายเพื่อหาข้อสรุปในเรื่องดังกล่าว







