
ถามใจคนกรุง'เอา-ไม่เอา'พ่อเมืองสุขุมพันธ์
ถึงเวลาที่คนกรุงต้องเตรียมตัวเตรียมใจอีกครั้ง กับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.)
โดย...อาทิตย์ เคนมี
ถึงเวลาที่คนกรุงต้องเตรียมตัวเตรียมใจอีกครั้ง กับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่จะมีขึ้นในอีก 7 เดือนข้างหน้า ขณะที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ประกาศลั่นพร้อมลงสมัครชิงเก้าอี้พ่อเมือง กทม.อีกสมัย
3 ปีที่ผ่านมากับผลงานของผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ มีทั้งเสียงชื่นชมและเสียงก่นด่า มีทั้งผู้ได้ประโยชน์และผู้ได้รับผลกระทบ หลายโครงการอาจประสบความสำเร็จด้วยดี ขณะเดียวกันปัญหาคุณภาพชีวิตคนกรุงอีกหลายด้านก็ยังรอคอยการแก้ไขอย่างจริงจัง
ผลโพลของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ สำรวจพบว่าทุกข์ของคนกรุง 5 อันดับแรก คือ 1.การจราจรติดขัด 2.การจัดการขยะ 3.การพนันและยาเสพติด 4.การบริหารจัดการน้ำท่วม และ 5.ปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัญหาที่ประชาชนต้องการให้แก้ไขโดยเร็ว
ศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ระบุว่า จากการติดตามผลงานของผู้ว่าฯ กทม. มาตลอด 3 ปี ยังไม่เห็นผลงานชิ้นใดที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ หลายนโยบายไม่เป็นไปตามที่หาเสียง ทั้งเรื่องการสร้าง กทม.ให้เป็นเมืองแห่งรอยยิ้มและโครงการ กทม.เมืองสวรรค์ เพราะทุกวันนี้สังคมเมืองยังเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียม
ศรีสุวรรณ สะท้อนว่า การบริหารงานในยุค ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ยังคงมีลักษณะสั่งการจากบนลงล่าง เช่น โครงการก่อสร้างซูเปอร์สกายวอล์ก โดยที่ไม่มีการถามความเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงโครงการก่อสร้างถนน อุโมงค์ และสะพานต่างๆ ล้วนถูกชาวบ้านในหลายพื้นที่ออกมาต่อต้านคัดค้าน ซึ่งเป็นผลจากการละเลยความรู้สึกประชาชนและไม่มีการประชาพิจารณ์อย่างทั่วถึง
“ถ้าให้คะแนนการทำงานของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ถือว่าสอบตกหมดทุกด้าน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่สะท้อนถึงความเห็นแก่ตัว โดยผลักภาระไปให้คนรอบนอกปริมณฑล ต้องเผชิญกับน้ำท่วมสูงจนมิดศีรษะ เพียงเพื่อจะไม่ให้น้ำเข้า กทม.” ศรีสุวรรณ กล่าว
เขาบอกอีกว่า ผลงานยุคผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ ไม่มีความโดดเด่นจนเป็นที่น่าจดจำของคน กทม. แม้จะมีความพยายามปลุกปั้นโครงการ “โตไปไม่โกง” เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกต่อเด็กและเยาวชน แต่การทำงานของ กทม.กลับสร้างความเคลือบแคลงใจเสียเอง จนไม่อาจเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็กๆ ได้
“การว่าจ้างเดินรถไฟฟ้าบีทีเอส 30 ปีรวด อาจเป็นเรื่องดีก็ได้ แต่ กทม.กลับรวบรัดตัดตอน ไม่ยอมสื่อสารทำความเข้าใจแต่เนิ่นๆ ทำให้เกิดข้อครหาภายหลังได้” เขาบอก
ศรีสุวรรณ กล่าวว่า ความคาดหวังสำหรับคนที่จะมาเป็นผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ ต้องทำงานในเชิงรุกมากกว่ารับและควรจัดลำดับความสำคัญของปัญหา ได้แก่ ด้านการจราจร สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
“ถ้าเป็นไปได้ อยากให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ วางมือหรือกลับไปทำธุรกิจส่วนตัวดีกว่า แล้วให้คนใหม่ๆ เข้ามาแสดงความสามารถ” ศรีสุวรรณ กล่าว
ขณะที่ เฉลิม ช่างทองมะดัน นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เท่าที่ผ่านมา กทม.ไม่เคยเหลียวแลปัญหาวินมอเตอร์ไซค์เลย นับตั้งแต่ปลายยุครัฐบาลประชาธิปัตย์ที่ประกาศโครงการประชาภิวัฒน์ เพื่อขึ้นทะเบียนผู้ขับขี่วินมอเตอร์ไซน์ให้ถูกต้อง แต่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่แล้วเสร็จ ขณะนี้ทางสมาคมวินฯ ได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังกระทรวงคมนาคม ให้กรมการขนส่งทางบกเป็นผู้ดูแลจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์ เพราะไม่อยากขึ้นตรงกับ กทม.อีกต่อไป
“กทม.มองว่า พวกเราเป็นพลเมืองแฝง จึงไม่มีผลต่อคะแนนเสียง ยิ่งกว่านั้นยังมองว่าเป็นศัตรูหรือเป็นพวกเผาบ้านเผาเมือง ทำให้ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากผู้บริหาร กทม.” เขากล่าว
ด้าน อรยา สูตะบุตร สมาชิกกลุ่มบิ๊กทรี ในฐานะเครือข่ายสิ่งแวดล้อมไทย และองค์กรเครือข่ายภาคประชาสังคม กล่าวว่า หาก กทม.เปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานจะช่วยให้โครงการต่างๆ ประสบความสำเร็จด้วยดียิ่งขึ้น ที่ผ่านมาทางเครือข่ายได้รับการตอบรับจากผู้บริหาร กทม.ค่อนข้างดี เช่น การรณรงค์อนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ในพื้นที่ กทม. การจัดกิจกรรมขี่จักรยานสำรวจเส้นทางวัฒนธรรม ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีในการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับประชาชน
“ยอมรับว่า 3 ปีที่ผ่านมาของผู้ว่าฯ กทม. อาจยังไม่มีผลงานที่จับต้องได้ แต่อย่างน้อยก็เป็นนิมิตหมายอันดีที่มีการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าไปนั่งในคณะอนุกรรมการชุดต่างๆ ในการสะท้อนปัญหา ไม่ใช่แค่โทร. 1555 หรือโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กอย่างเดียว” อรยา กล่าว







