
เปิดโผพีดีพีปรับรอบ3ลดไฟฟ้านิวเคลียร์เหลือ2โรง
ประชาพิจารณ์แผนพีดีพีฉบับปรับปรุงรอบ 3 ลดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จาก 4 เหลือ 2 แห่งดันใช้ก๊าซจาก 47% เป็น 54%
ประชาพิจารณ์แผนพีดีพีฉบับปรับปรุงรอบ 3 ลดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จาก 4 เหลือ 2 แห่งดันใช้ก๊าซจาก 47% เป็น 54%
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในวันที่ 5 มิ.ย. 2555 กระทรวงพลังงานจะจัดเวทีระดมความคิดเห็นการปรับปรุงแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2553-2573 หรือพีดีพี 2010 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจและความต้องการไฟฟ้าของประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
การก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และถ่านหินยังไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน
แผนพีดีพีใหม่กำหนดกำลังการผลิตไฟฟ้าปี 2555-2573 เพิ่มขึ้นโดยปี 2573 กำหนดไว้ที่ 7.08 หมื่นเมกะวัตต์ เพิ่มจากแผนเดิม 6.95 หมื่นเมกะวัตต์ ขณะที่กำลังการผลิตติดตั้ง ณ เดือน ธ.ค. 2554 อยู่ที่ 5.5 หมื่นเมกะวัตต์ เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น
พีดีพีดังกล่าวยึดค่าสมมติฐานความต้องการใช้ไฟกรณีสูงที่สุด ที่ 20% ของแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี เมื่อสิ้นสุดแผนจะมีปริมาณสำรองไฟฟ้าเป็น 16.1% หรือเพิ่มขึ้น 1% และยึดความต้องการใช้ที่คาดจะเพิ่มขึ้นจากการวางโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟฟ้า 10 สายหลัก ใน กทม.รถไฟความเร็วสูง
โรงไฟฟ้าตามแผนปรับปรุงเทียบกับแผนเดิมมีดังนี้ 1.โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เหลือ 2,000 เมกะวัตต์ หรือ 2 โรง จากแผนเดิม 4,000 เมกะวัตต์ 4 โรง และโรงแรกจะเข้าระบบในปี 2569 และปี 2570
2.โรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดจากเดิม 9 โรง รวม 7,740 เมกะวัตต์ เหลือ 4 โรง รวม 4,400 เมกะวัตต์ โดยโรงแรกเข้าระบบตามเช่นเดิมในเดือน มิ.ย. 2562 3.โรงไฟฟ้าหมุนเวียนรวม 9,516 เมกะวัตต์ จากเดิม 4,433 เมกะวัตต์
4.โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (ก๊าซธรรมชาติ) เป็น 2.54 หมื่นเมกะวัตต์ จากเดิม 1.84 หมื่นเมกะวัตต์ 5.โรงไฟฟ้าระบบโคเจนเนอเรชันเป็น 6,374 เมกะวัตต์ จากเดิม 8,319 เมกะวัตต์ 6.รับซื้อไฟจากต่างประเทศ 6,572 เมกะวัตต์ จากเดิม 1.09 หมื่นเมกะวัตต์ และ 7.โรงไฟฟ้ากังหันแก๊ส 750 เมกะวัตต์
แผนดังกล่าวยังทำให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนอิสระรายใหญ่ (ไอพีพี) ต้องเพิ่มขึ้นจากสัดส่วน 14% เป็น 21% โดยเป็นกำลังผลิตใหม่ปี 25622573 จำนวน 6 โรง (5,400 เมกะวัตต์) แต่รวมทั้งแผนจะเป็น 7 โรงกำลังผลิตโรงละ 900 เมกะวัตต์ จะเริ่มโรงแรกในปี 2559 และที่เหลือทยอยเข้าระบบปีละโรงตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปี 2567 ทำให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของไอพีพีเพิ่มจาก 14% เป็น 21% และการใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟเพิ่มจาก 47% เป็น 54% ซึ่งบริษัท ปตท.ต้องจัดหาก๊าซจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น
ขณะที่สัดส่วนโรงไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะลดเหลือ 43% จากเดิม 49% ซื้อไฟต่างประเทศลดเหลือ 12% จาก 18% ซื้อไฟจากผู้ผลิตไฟเอกชนรายเล็ก (เอสพีพี) และรายที่มีกำลังผลิตน้อย (วีเอสพีพี) ลดจาก 13% เหลือ 11% และไม่ได้ระบุความเป็นเจ้าของจาก 6% เป็น 13%







