
เดิมพันที่แพ้ไม่ได้!ปชป.ต้านพรบ.ปรองดอง
ประกาศชักธงรบเต็มอัตราศึก ไม่ต้องเม้ม ไม่ต้องแอบ!!!!
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ประกาศชักธงรบเต็มอัตราศึก ไม่ต้องเม้ม ไม่ต้องแอบ!!!!
ทุกสรรพกำลัง ทุกกลไกของ “ประชาธิปัตย์” ถูกงัดมา “คัดค้าน” พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรองดอง ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะในสภา นอกสภา บนดินใต้ดิน
ชัดเจนจากจุดยืนพรรค 3 ข้อ 1.คัดค้านการนำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสภา 2.รณรงค์ทำความเข้าใจกับประชาชน ทั้งเวทีเสวนาวิชาการ และ 3.เรียกร้องประชาชนที่รักความถูกต้องออกมาแสดงการคัดค้านในรูปแบบต่างๆ
ลำพังการคัดค้านในสภา แค่ 160 เสียงของฝ่ายค้าน ที่กำลังถูกโดดเดี่ยวในสภาเวลานี้ ยากจะไปทัดทานไปเสียงข้างมากในสภาที่สามารถลากจูง คุมทิศทางการพิจารณากฎหมายได้
ทว่า นำมาสู่ปรากฏการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด บรรยากาศในสภาวานนี้เข้มข้นดุเดือดกว่าที่เคยเป็น ถึงขั้นที่ฝ่ายค้านขึ้นไปยื้อยุดฉุดประธานสภาลงจากบัลลังก์ เนื่องจากพยายามใช้เสียงข้างมากปิดเกมลงมติเลื่อนวาระขึ้นมาพิจารณา แต่เหตุการณ์บานปลายกลายถึงขั้นนำไปสู่การปะทะกันระหว่าง สส.หญิง เพื่อไทยและฝ่ายค้าน อย่างชุลมุนชนิดไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์การเมือง
จากเดิมที่เพื่อไทยอาจจะประเมินว่าอย่างมากฝ่ายค้านคงใช้เวทีสภาแค่รุมถล่มข้อเสียของร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง โดยเฉพาะเนื้อหา ที่มองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ทั้งปม “ล้างผิด” และตอกย้ำให้เห็นถึงความต้องการที่แท้จริงว่าต้องการทวงเงิน 4.6 หมื่นล้านบาทคืน โดยหยิบยกเรื่อง “ปรองดอง” มาบังหน้า
พร้อมประเมินว่า สุดท้ายคงใช้เสียงข้างมากในสภาแปรสภาพเป็นตราประทับความชอบธรรมให้ พ.ร.บ.ปรองดอง เดินหน้าต่อไป เหมือนที่ผ่านมา ไม่ต่างจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ “ประชาธิปัตย์” ทำได้แค่ยื้อลากยาวอภิปรายในวาระ 2 ถึง 15 วัน แต่ไม่อาจเป็นผลให้ “ล้ม” หรือ “สะดุด” แต่งานนี้กลับทำท่าจะบานปลายยิ่งกว่านั้น
ถัดมาที่ช่องทางคู่ขนานที่จะเปิดเวทีทั่วประเทศ ในรูปแบบเวทีสานเสวนา เวทีเสวนาวิชาการ จึงเป็นอีกช่องทางสร้างแนวร่วม ที่ประชาธิปัตย์จะทำเข้มข้นขึ้นกว่าเมื่อครั้งแก้รัฐธรรมนูญ
เพราะเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ที่เปิดตัวออกมา 4 เวอร์ชัน ล้วนแต่มีจุดอ่อน ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าทำลายระบอบนิติรัฐ นิติธรรม ทำลายระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เมื่อ พ.ร.บ.จะไปล้มล้างคำพิพากษา และคดีความที่ค้างคาอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเริ่มมีกลุ่มกฎหมาย นักวิชาการในพื้นที่ ตอบรับเข้าร่วม
การขยายแผลจากจุดนี้ยังถูกกระจายผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย ที่ถือว่าเป็นอีกช่องทางที่เข้มแข็งของประชาธิปัตย์ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย
แต่ที่แปลกกว่าทุกครั้ง รอบนี้ “ประชาธิปัตย์” เปิดหน้าแลกหมัด ต่างจากเดิมที่รักษาท่าทีคุมเชิงอยู่เบื้องหลัง “ม็อบ” ให้การสนับสนุนก็แบบแอบๆ แค่หลังฉาก ทั้งการชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่ครั้งนี้ประกาศสนับสนุนการเคลื่อนไหวภายใต้กฎหมายทุกรูปแบบ
ช่องทางสื่อสารน้องใหม่อย่าง “บลูสกายทีวี” ซึ่งเริ่มติดกระแสมีคนดูเพิ่มขึ้น จน “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” แกนนำแดง ต้องออกอาการสั่งปรับผัง “เอเชียอัพเดต” กระชากเรตติ้งที่ถูกบลูสกายแทรกเจาะฐาน เวลานี้ “บลูสกาย” จึงกลายสภาพเป็นกระบอกเสียงสำคัญปลุกระดมเรียกร้องมวลชนให้ร่วมกันออกมาแสดงพลังกันที่หน้ารัฐสภา
แต่แน่นอนว่าลำพังแค่มวลชนของประชาธิปัตย์ที่ยังไม่ได้มีเป็นกอบเป็นกำ การจะหวังต่อสู้คัดค้านแบบเอกเทศยากที่จะมีพลัง หรือหากขาดตัวประสานอย่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่จะเป็นแกนนำขับเคลื่อน ย่อมยากจะสร้างพลังเคลื่อนไหว
ไม่แปลกที่ “สาทิตย์ วงศ์หนองเตย” ประกาศชัดเจนว่า “เราพร้อมจับมือกับทุกกลุ่มที่รักความถูกต้อง เพราะขณะนี้ป่วยการที่จะเรียกร้องให้นายกฯ รัฐบาล พรรคเพื่อไทย ถอนร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวออกไป”
จังหวะนี้จึงเหมือนเป็น “งานคืนสู่เหย้า” ของบรรดาคนเสื้อเหลืองที่แตกฉานซ่านเซ็นไปคนละทิศละทางให้กลับมารวมตัวเฉพาะกิจเหมือนบรรยากาศเดิมๆ และหากความระหองระแหงในอดีตคลี่คลาย จนสามารถกลับมาผนึกกำลังได้แนบแน่นเหมือนเมื่อครั้งต้านระบอบทักษิณ ย่อมจะกลายเป็นพลังที่สามารถต่อกรกับเสียงข้างมากในสภาได้ไม่ยาก
ไม่แปลกที่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” จะประกาศไม่รับอานิสงส์นิรโทษจาก พ.ร.บ.นี้ เพราะไม่คิดว่าจะเป็นประโยชน์กลับจะเป็นโทษที่ทำให้หลักนิติธรรมของบ้านเมืองต้องเสียหาย พร้อมยืนยันคัดค้านต่อสู้ เดินหน้าตั้งเวทีชวนประชาชนทั่วประเทศร่วมต่อต้าน
เมื่อวิเคราะห์แล้ว “ประชาธิปัตย์” จำต้อง “ทุ่มหมดหน้าตัก” ให้กับเดิมพันครั้งนี้ ที่แพ้ไม่ได้...
อย่าลืมว่า พ.ร.บ.ปรองดองนี้ ถือเป็นปราการด่านสุดท้าย หากผ่านสภาเมื่อไหร่ ก็จะล้างผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เคลียร์ทางกลับประเทศอย่างเท่ๆ
ที่สำคัญ สิ่งที่ได้ล้มล้างระบอบทักษิณที่ร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ ตลอดช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา จะสูญสลายลงไปในพริบตา และอาจนำมาสู่การไล่เช็กบิลย้อนหลัง
คิดไม่ต่างจาก “สนธิ ลิ้มทองกุล” ที่ออกปากยอมสู้ตาย “ผมจะออกมาครั้งสุดท้ายแล้ว ถ้าแพ้จะยอมตายคาลูกปืน ถ้าชนะจะลาออกจากแกนนำพันธมิตรฯ”
พ.ร.บ.นี้ยังส่งผลถึงอนาคตประชาธิปัตย์ เพราะลำพังแค่ปล่อยให้แถว 2 แถว 3 มาคุมพรรคเพื่อไทย ยังเอาชนะพรรคประชาธิปัตย์แบบถล่มทลาย หากได้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาเสริมเขี้ยวเล็บ โอกาสรักษาฐานเดิม 160 เสียงย่อมยากขึ้นทุกที
ยังไม่รวมกับการกลับมาของบ้านเลขที่ 111 ที่เพิ่งได้รับอิสรภาพ หรือสมาชิกบ้านเลขที่ 109 ที่หาก พ.ร.บ.ผ่านสภา ก็จะได้กลับเป็นอีกคู่แข่งในสนามการเมือง
การที่ประชาธิปัตย์เลือกเปิดศึกกับรัฐบาลตอนนี้ จึงลงตัวทั้ง “เวลา” และ “เหตุผล” ที่เลือกเดินเกมในช่วงที่รัฐบาลกำลังสะบักสะบอมกับสารพัดปัญหารุมเร้าที่ตอกย้ำความล้มเหลวในการบริหาร
ส่องดูเหตุผลคัดค้านรัฐบาลรอบนี้ ต้องยอมรับว่าเป็นรูปธรรมจับต้องได้ง่าย สะเทือนความรู้สึกคนส่วนหนึ่ง การปลุกกระแสคัดค้านนอกสภา ย่อมจุดติดได้ไม่ยาก โดยเฉพาะกับอดีตแนวร่วมที่เคยต่อต้านค้านระบอบทักษิณ
ไม่ว่าผลสุดท้ายจะออกมาอย่างไร คงต้องดูกันยาวกับเดิมพันครั้งนี้ ที่รัฐบาลประมาทไม่ได้ !!!







