
ภาคบริการดันปินส์ผงาด
บทความแสดงความเห็นเขียนโดย ฟิลลิปส์ โบว์ลิง ที่หน้าเว็บไซต์ของสำนักข่าวจาการ์ตาโกลบ ระบุว่า แม้ว่าในรายงานประจำปีล่าสุดของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ในปีนี้จะชี้ว่าแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์จะมีอนาคตที่สดใสมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย โดยคาดว่าจีดีพีฟิลิปปินส์จะมีอัตราขยายตัวเฉลี่ยที่ 7% ต่อปี จากปัจจุบันไปจนถึงปี 2030
บทความแสดงความเห็นเขียนโดย ฟิลลิปส์ โบว์ลิง ที่หน้าเว็บไซต์ของสำนักข่าวจาการ์ตาโกลบ ระบุว่า แม้ว่าในรายงานประจำปีล่าสุดของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ในปีนี้จะชี้ว่าแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์จะมีอนาคตที่สดใสมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย โดยคาดว่าจีดีพีฟิลิปปินส์จะมีอัตราขยายตัวเฉลี่ยที่ 7% ต่อปี จากปัจจุบันไปจนถึงปี 2030
และแนวโน้มการขยายตัวดังกล่าวได้ทำให้ฟิลิปปินส์ก้าวเข้าไปอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงอย่าง จีน อินเดีย และเวียดนาม
ทว่าผู้เขียนได้ตั้งข้อสงสัยว่า การเติบโตเพื่อไปให้ถึงเป้าที่เอดีบีคาดไว้ ฟิลิปปินส์จะอาศัยเพียงแค่การพึ่งพิงภาคบริการและแรงงานที่ไปทำงานอยู่ในต่างประเทศเป็นหลักได้หรือไม่ เนื่องจากปัจจุบัน ฟิลิปปินส์พึ่งพาภาคอุตสาหกรรมในสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค โดยสัดส่วนอยู่ที่ 21% ของจีดีพีฟิลิปปินส์
ขณะที่สัดส่วนของไทยอยู่ที่ 34% ของจีดีพี จนเป็นเหตุให้แรงงานในประเทศต้องย้ายถิ่นฐานไปทำงานในต่างประเทศแทน
อีกทั้งการลงทุนในโครงสร้างขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นรากฐานในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวก็ยังมีอัตราที่น้อยอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากรัฐบาลมีรายได้จากภาษีน้อย และส่วนหนึ่งก็ต้องนำไปอุดหนุนโครงการช่วยคนยากจนต่างๆ อีกมาก ฉะนั้นจึงเหลืองบไปลงทุนสร้างถนน ไฟฟ้า ได้น้อย
แต่ถึงกระนั้น จุดอ่อนดังกล่าวก็อาจเป็นจุดแข็งได้ เนื่องจากความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิต กำลังถูกการลงทุนขนานใหญ่ในจีนช่วยดูดซับเอาไว้ และตลาดแรงงานที่เปิดกว้างในเอเชียใต้
ฉะนั้น สิ่งเหล่านี้จะทำให้ฟิลิปปินส์ได้ประโยชน์อย่างมาก จากการส่งเงินตราของแรงงานในต่างประเทศ กลับเข้าบ้าน และการเอาต์ซอร์สออกไปในต่างประเทศของภาคธุรกิจในฟิลิปปินส์ ซึ่งทั้งสองถือเป็นแหล่งรายได้ที่มั่นคงกว่าการสร้างอุตสาหกรรมในประเทศ







