
แก้ข่าวของแพงแบบ"สมพล เกียรติไพบูรย์"
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
วันนี้แฟนนานุแฟนของคุณสมชาย สกุลสุรรัตน์ อาจจะขัดใจสักนิด เนื่องจากท่านติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ และได้โทรศัพท์ทางไกลมาหาดิฉัน บอกว่าอยู่ระหว่างเดินทางไม่สามารถส่งข้อเขียนมาให้ได้ จึงขอเว้นสัก 1 สัปดาห์ ดิฉันจะต้องเข้าประจำการแทนชั่วคราว
ดิฉันเป็นนักข่าวมาร่วม 20 ปี ความจริงที่เจอคือสถานการณ์เศรษฐกิจนั้นเป็นวงจร โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เมื่อมีราคาแพง คนก็แห่กันปลูก แห่กันผลิต จนถึงจุดหนึ่งก็ราคาตกต่ำ คนเจ๊งก็เลิกผลิต พอเลิกผลิตราคาก็จะดี ก็จะมีคนแห่เข้ามาอีก เขาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ทฤษฎีใยแมงมุม
ตั้งแต่เป็นนักข่าวใหม่ จนถึงเป็นนักข่าวเก่า ภาวะนี้ก็ยังเกิดขึ้นกับสินค้าเกษตรของไทย เคยมีการคิดจะวางแผนการผลิต วางแผนนั่นนี่ แต่สุดท้ายก็ไม่เห็นจะมีแผนใดที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้เลย
ช่วงที่ทำข่าวอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ อธิบดีกรมการค้าภายในที่ดิฉันคลุกคลีทำข่าวอยู่ด้วยนานที่สุด คือ คุณสมพล เกียรติไพบูลย์ อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปัจจุบันท่านเป็นประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)
ช่วงนี้ดิฉันนึกถึงท่านบ่อยๆ ที่นึกถึงเพราะหงุดหงิดกับการแก้ไขปัญหาสินค้าแพงของรัฐบาลนี้ โดยเฉพาะคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีที่บอกว่า ราคาสินค้าไม่แพงกว่าเดิม แต่คนรู้สึกไปเองว่าของแพง
ก่อนนายกฯ จะพูดเช่นนี้ ก็มีการเรียกประชุมหน่วยงานที่รับผิดชอบ ทั้งกระทรวงพาณิชย์ รองนายกฯ ผู้ดูแลงานด้านเศรษฐกิจ ทีมที่ปรึกษารุ่นใหญ่อย่าง ดร.วีรพงษ์ รามางกูร และ ดร.โอฬาร ไชยประวัติ
ทุกคนเอาตัวเลขต้นทุนราคาสินค้าและราคาสินค้าที่ไปสำรวจมาเปรียบเทียบรายงานให้นายกฯ ดู ตัวเลขก็ไม่ได้ผิดปกติ นายกฯ ก็พูดไปตามข้อมูลที่ได้รับรายงาน
นายกฯ พลาดตรงที่ไว้ใจผู้ใต้บังคับบัญชามากเกินไป แทนที่จะตอบสื่อว่าขอไปสำรวจตลาดดูก่อน กลับบอกว่าของไม่ได้แพงขึ้น คนอาจจะคิดไปเองก็ได้
เท่านั้นเอง คะแนนนิยมในตัวคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ หญิงของเราก็ดิ่งเหวทันที เพราะชาวบ้านไปซื้อของกินของใช้ที่ตลาดมันแพงจริง ไม่ได้คิดไปเอง
เรื่องนี้จะเป็นความรู้สึกหรือจิตวิทยาผู้บริโภคจริงหรือไม่ ข้อเท็จจริงคือคำตอบ
ตอนที่ดิฉันเป็นนักข่าวที่กระทรวงพาณิชย์ ช่วงนั้น ดร.แมลงคุณอนุวรรตน์ วัฒนพงศ์ศิริ เป็น รมว.พาณิชย์ ปัจจุบันท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว และคุณเนวิน ชิดชอบ เป็นเลขานุการ รมว.พาณิชย์
ช่วงนั้นเกิดปัญหาของแพง เงินเฟ้อเหมือนในขณะนี้ ทางกรมการค้าภายในก็รายงานรัฐมนตรีว่าของไม่ได้แพงอย่างที่โดนฝ่ายค้านโจมตี
เช้าวันหนึ่งก็มีรถตู้จากกรมการค้าภายใน 2 คัน มาจอดที่หน้าห้องนักข่าว โดยมีคุณสมพลนั่งอยู่ในรถด้วย ก็กวาดต้อนนักข่าวขึ้นรถไป แล้วก็ถามนักข่าวว่าอยากไปตลาดไหน ดิฉันก็บอกว่าตลาดวงเวียนใหญ่ ท่านอธิบดีก็สั่งให้ขับรถไปที่ตลาดวงเวียนใหญ่ เมื่อถึงที่หมาย ก็ยื่นเงินให้นักข่าวคนละ 1,000 บาท พร้อมโพยว่าให้ซื้ออะไรบ้าง
ในโพยก็จะมีเนื้อหมู ไก่สดทั้งตัวไม่ควักเครื่องใน ผักต่างๆ ไข่ไก่ ท่านบอกว่าลงไปซื้อร้านไหนก็ได้แล้วจดราคามาด้วย โดยที่ท่านรออยู่ในรถ แล้วบอกว่าอีก 1 ชม. จะวนรถกลับมารับตรงที่ปล่อยนักข่าวลงไป
ดิฉันและเพื่อนนักข่าวก็ลงไปซื้อของตามโพย เสร็จแล้วก็กลับขึ้นรถ ท่านอธิบดีก็ถามว่าจะไปตลาดไหนอีก ผู้สื่อข่าวก็บอกว่าไปตลาดเยาวราช ท่านอธิบดีก็สั่งคนขับรถไปที่ตลาดเยาวราช แล้วก็ให้นักข่าวลงไปซื้อของมาอีก
จากนั้นก็กลับไปที่กรมการค้าภายใน และนำราคาสินค้าที่ผู้สื่อข่าวซื้อมาได้จดลงบันทึก หลังจากนั้นคุณสมพลท่านก็เปิดแถลงข่าวว่า จากการไปสำรวจราคาสินค้าโดยผู้สื่อข่าวไปซื้อมาเอง เห็นได้ว่าราคาสินค้าไม่ได้แพงกว่าปกติ และนำเอาสถิติราคาสินค้าในเดือนก่อนหน้าและช่วงเดียวกันของปีก่อนมาเทียบให้ดู
งานนี้ทำให้ผู้สื่อข่าวทั้งหมดยอมรับว่าสินค้าไม่ได้แพงเกินเหตุ และสื่อเองก็ทำความเข้าใจกับประชาชนตามข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่ทำให้ดิฉันจำปฏิภาณและไหวพริบของคุณสมพลได้อย่างแม่นยำว่า ท่านแก้ไขความเข้าใจเรื่องราคาสินค้าแบบหนามยอกเอาหนามบ่ง ไม่สงสัยเลยว่าทำไมท่านอดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ พชร อิศรเสนา ตั้งฉายาคุณสมพลว่า ศรีธนญชัย
เทียบเคียงกรณีเดียวกัน เมื่อรัฐบาลนี้คิดว่าประชาชนคิดไปเองว่าของแพง ก็มีการยกขบวนไปตรวจราคาสินค้าอย่างเอิกเกริก คุณยิ่งลักษณ์ไปเดินตลาดเอง ก็ไปเจอข้าวแกงถุงละ 1020 บาท เนื้อสัตว์ ผัก อาหารสดต่างๆ ก็มีราคาปกติ ทำให้นายกฯ เองก็ยังเชื่อว่าสินค้าไม่แพง ค้านกับสิ่งที่ประชาชนเจอ กระแสของแพงยังตามหลอนรัฐบาล จนในที่สุดก็ต้องนำไปสู่การหามาตรการตรึงราคาสินค้า
เรื่องการตรึงราคาสินค้านั้น ดิฉันเห็นตอนที่ทำข่าวอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์จนชิน แต่เพิ่งรู้ว่ามีการขอให้เอกชนตรึงราคาสินค้ามาแล้วถึง 41 ครั้ง ซึ่งนับว่ามาก เพราะการตรึงราคาสินค้าไม่ได้เกิดขึ้นทุกปี กระทรวงพาณิชย์จะขอให้เอกชนช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหาเท่านั้น
ที่เล่ามานี่คือ ต้องการจะเปรียบเทียบให้เห็นวิธีการแก้ไขปัญหาของข้าราชการ แทนที่จะให้เจ้าหน้าที่ไปสำรวจตลาด จากนั้นเอาราคามาเฉลี่ยแล้วรายงานประชาชนทราบ ซึ่งจะต่ำกว่าความเป็นจริง ก็เปลี่ยนวิธีการสำรวจราคา โดยไม่ต้องตั้งขบวนไปอย่างเอิกเกริก มีการบอกล่วงหน้าว่าวันนี้จะไปตลาดนั้น ตลาดโน้น ทำให้เกิดการจัดฉากของไม่แพงให้นายกฯ ดู
การจะสืบหาข้อเท็จจริงนั้น มีวิธีการสืบหาหลายอย่าง ไม่ต้องตีปี๊บก็ทำได้ บางครั้งอาจจะได้ผลดีกว่ายกขบวนยาตราไปแสดงแสนยานุภาพของรัฐบาล เพื่อดูการจัดฉาก อันจะนำมาสู่การแก้ไขปัญหาที่ไม่ตรงจุด







