posttoday
เกษตรพันธสัญญา...กลไกสำคัญในห่วงโว่อุปทาน

เกษตรพันธสัญญา...กลไกสำคัญในห่วงโว่อุปทาน

21 พฤษภาคม 2555

“เกษตรพันธสัญญา” หากพูดถึงคำนี้แล้วคนส่วนใหญ่จะจินตนาการการเอาเปรียบของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีต่อเกษตรกรรายย่อย

โดย...กัลปพฤฤกษ์ ผิวทองงาม

“เกษตรพันธสัญญา” หากพูดถึงคำนี้แล้วคนส่วนใหญ่จะจินตนาการการเอาเปรียบของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีต่อเกษตรกรรายย่อย จากการที่ดิฉันทำงานเรื่องการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมมาตลอดอายุราชการ ดิฉันกลับเห็นว่าเกษตรกรพันธสัญญาเป็นโอกาสของการเกษตรไทย และสามารถช่วยแก้ไขปัญหาวงจรความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร โดยใช้กลไกการตลาดได้อย่างแท้จริง

อันดับแรก เกษตรกรพันธสัญญาเปิดโอกาสให้เกษตรกรไทยได้เข้าไปเล่นในเวทีโลก ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะแนวโน้มของตลาดอาหารโลก ทั้งต่างประเทศหรือแม้แต่ในประเทศไทยก็ตาม เน้นความปลอดภัยของอาหารมากขึ้น อาหารที่เราบริโภคจะต้องปลอดภัยต่อร่างกาย และยิ่งแนวโน้มการบริโภคอย่างห่วงใยกับสิ่งแวดล้อมกำลังมาแรง เช่น รอยเท้าของคาร์บอน (Carbon Footprint) และในอนาคตต่อไปน่าจะเริ่มให้ความสำคัญกับรอยเท้าน้ำ รอยเท้าพลังงาน ฯลฯ มากขึ้น ผู้บริโภคจึงอยากให้อาหารที่ตนเองรับประทานเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสวัสดิภาพของสัตว์และผู้คนที่เกี่ยวข้องด้วย

คำถามว่า “แล้วผู้บริโภคจะแน่ใจได้อย่างไรเล่าว่าสิ่งที่บริโภคมีความปลอดภัยจริง” คำตอบคือ ก็ต้องสร้างมาตรฐานความปลอดภัยขึ้น และก็ต้องจดบันทึกกิจกรรมประจำวันเพื่อการตรวจสอบขององค์กรภายนอกและผู้บริโภค ถ้าเป็นการผลิตภัณฑ์จากพืชก็จะต้องจดว่าสินค้านี้ใครผลิต แล้วใช้สารอะไรไปเมื่อไร ผ่านกระบวนการอะไรมาแล้วบ้าง ถ้าเป็นสัตว์ก็จะต้องจดบันทึกการให้อาหาร การใช้ยารักษาโรค การดูแลต่างๆ ถ้าจะให้เข้มข้น ทั้งพืชและสัตว์จะต้องบอกได้ว่าเป็นพันธุกรรมอะไร พัฒนามาอย่างไร มีการตัดต่อพันธุกรรมหรือไม่

เมื่อหลายปีที่แล้วมีบริษัทในต่างประเทศนำปลาแซลมอนเลี้ยง มาหลอกผู้บริโภคว่าเป็นปลาที่จับตามธรรมชาติ ผู้พิสูจน์ก็ต้องใช้เทคนิคทางพันธุกรรมตรวจสอบว่าเป็นปลาตามธรรมชาติจริงหรือไม่ ในไทยเองก็มีการนำเนื้อเป็ดมาปลอมปนในอาหารเจเพื่อให้มีรสชาติอร่อย การตรวจสอบทางพันธุกรรมของพืชและสัตว์ก็ใช้ในกรณีนี้ได้เช่นกัน เมื่อจดบันทึกแล้ว ข้อมูลที่จดบันทึกนี้จะต้องถูกตรวจสอบจากองค์กรที่รับผิดชอบเรื่องมาตรฐานต่างๆ เป็นระยะ ถ้าผ่านมาตรฐานแล้วก็จะได้รับใบประกาศเรียกว่าถูกรับรองแล้ว ผู้บริโภคก็จะมั่นใจได้ว่าเป็นสินค้าที่ตนเองต้องการบริโภคจริงๆ

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ผู้อ่านคงจะต้องจินตนาการได้ว่า จะทำทั้งหมดนี้จะต้องใช้พลังมหาศาลเกินกว่าที่เกษตรกรรายหนึ่งจะทำได้เอง คือต้องการระบบรองรับที่เรียกว่าระบบสอบกลับ (Traceability) นั่นเอง คราวนี้การทำพันธสัญญากับบริษัทจึงหมายถึงบริษัทผู้ส่งออกจะต้องติดต่อกับลูกค้าก่อน และจะต้องทำความเข้าใจด้านกฎระเบียบการส่งออกและมาตรฐานของคู่ค้า เมื่อเข้าใจแล้วจะต้องเข้ามาจัดระบบ และจัดหาสารเคมี อาหาร หรือยาต่างๆ ที่เป็นที่ยอมรับของมาตรฐานต่างๆ ให้ แล้วจะต้องรู้ด้วยว่าวัตถุดิบที่หามาให้นั้นมาจากที่ไหน ใครผลิต เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีสารตกค้าง หากมีปัญหาก็เรียกคืนทั้งล็อตได้ทันที

นอกจากนี้ บริษัทจะต้องนำข้อมูลที่เกษตรกรจดบันทึกประจำวันเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลในคอมพิวเตอร์ หากต้องการเลือกดูเมื่อไรก็ทำได้ทันที แล้วก็ยังต้องจัดจ้างองค์กรผู้ตรวจสอบให้เข้ามาตรวจเพื่อขอใบรับรองเป็นระยะๆ สรุปแล้วเป็นเทรนด์ของการบริโภคค่ะ ท่านที่ต้องการให้เกษตรกรเป็นอิสระตัดสินใจการผลิตเองอาจต้องแลกมาด้วยความไม่มั่นใจในสินค้าที่ท่านบริโภค ต้องถามว่าท่านยอมหรือไม่ แล้วเกษตรกรที่ต้องการเข้าสู่เวทีโลกก็อาจต้องแลกอิสรภาพในตัดสินใจเพื่อให้ผลิตอาหารปลอดภัยได้อย่างเป็นมาตรฐาน

อันดับที่สอง เกษตรพันธสัญญาช่วยลดความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร ประเด็นนี้เราได้ยินกันค่อนข้างบ่อย เป็นปัญหาที่คลาสสิกมากที่รัฐบาลจะต้องนำเงินจำนวนมหาศาลมาช่วยอุดหนุนเกษตรกรอยู่ตลอดเวลา ปัญหาก็คือ เกษตรกรไม่สามารถเข้าถึงตลาดบางตลาดได้ ผู้อยู่ใกล้ชิดข้อมูลความต้องการลูกค้าคือบริษัท

หากเกษตรกรและบริษัทวางแผนผลิตร่วมกัน ก็จะทำให้การผลิตของเกษตรกรเป็นไปตามความต้องการของตลาด ถ้าบริษัทขายของได้มากก็ให้เกษตรกรผลิตมาก ขายของได้น้อยก็บอกเกษตรลดการผลิต ราคาสินค้าเกษตรก็จะไม่ลดลงจนทำให้เกษตรกรขาดทุน หรือไม่เกิดปัญหาขาดตลาด (ยกเว้นกรณีภัยธรรมชาติ) ถ้าร่วมมือกันได้ เราก็จะได้ยินเรื่องหอมเน่า กระเทียมเน่า เกษตรกรปิดถนนกดดันรัฐบาลกันน้อยลง ประเทศชาติก็จะนำเจ้าหน้าที่และงบประมาณของรัฐไปแก้ไขหรือทำงานอย่างอื่นได้

อันดับสาม พันธสัญญาจะทำให้เกิดระบบโซนนิงโดยอัตโนมัติ โดยทั่วไปแล้วบริษัทจะหาเกษตรกรคู่สัญญาที่อยู่รอบๆ โรงงานเพื่อลดต้นทุนการขนส่งและการดูแล เท่ากับเป็นการจัดโซนการปลูกพืช หรือเลี้ยงสัตว์ หากเกษตรกรและบริษัทวางแผนร่วมกันอย่างใกล้ชิด ทำงานอย่างซื่อสัตย์ต่อกัน ทั้งสองฝ่ายก็ไม่ต้องเปลี่ยนคู่ค้าบ่อยๆ การพัฒนาพื้นที่หรือโครงสร้างรองรับการเกษตรแบบโซนนิงก็จะง่ายขึ้น

ถึงตอนนี้ผู้อ่านบางท่านอาจมีคำถามว่า ไม่ทำสัญญากับบริษัทได้หรือไม่ จากประสบการณ์ของดิฉันตอบได้เลยว่าต่อให้ไม่มีการทำสัญญากับบริษัท เกษตรกรก็ต้องรวมกลุ่มกันในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เช่น รูปแบบสหกรณ์ หรือกลุ่มเกษตรกร จึงจะปรับกลไกให้เข้าสู่ตลาดโลกได้ ซึ่งจะต้องมาทำการตกลงกันว่าใครจะผลิตอะไรเท่าไร และหาตลาดร่วมกัน เกษตรกรสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน เขาสามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากกว่า และดิฉันยืนยันด้วยว่ามีอำนาจต่อรองกับบริษัทมากกว่าก่อนมาก เพียงแต่ต้องใช้อำนาจนั้นเพื่อการเข้าถึงตลาดและข้อมูลของตลาดเพื่อปรับเปลี่ยนแผนการผลิตให้สอดคล้อง

ทั้งนี้ จะต้องแยกให้ออกระหว่างเกษตรที่จัดระบบแบบพอเลี้ยงตนเองและเกษตรกรที่ผลิตเพื่ออุตสาหกรรมนะคะ เพราะฉะนั้นระบบพันธสัญญาและระบบอาหารปลอดภัยจึงต้องพัฒนาควบคู่กัน ในส่วนที่เล่ามานี้เกษตรพันธสัญญาเป็นพระเอก ส่วนที่บอกว่าเป็นตัวร้ายนี้ ก็มีตามข่าวทั่วๆ ไปที่เห็นกัน ส่วนนี้ภาครัฐควรมีระบบเข้ามาสนับสนุนค่ะ เช่นการสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลจะได้ตัดสินใจได้ว่าสัญญาที่ทำกับบริษัทนั้นมีความเป็นธรรมหรือไม่ หรือมีองค์กรที่ช่วยคอยเปรียบเทียบสัญญาและอำนวยความสะดวกในการต่อรองหรือแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

เกษตรกรส่วนใหญ่มีโทรศัพท์มือถือ หากมีการส่งข้อมูลราคาสินค้าของตลาดหลักๆ และข้อมูลอื่นๆ เช่น ข้อมูลตลาดทั้งในและต่างประเทศ ข้อมูลสภาพอากาศให้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้เกษตรกรประเมินสถานการณ์ของตลาดก่อนทำสัญญาได้ หากพัฒนาร่วมกันได้เกษตรพันธสัญญาก็จะกลายเป็นพระเอกที่แสนดีอยู่คู่กับการพัฒนาเกษตรไทยค่ะ

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี