
ศาลตัดสินสิทธิ "จตุพร" สิ้นสภาพ สส.
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนคงเกาะติดกับการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนคงเกาะติดกับการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พ.ศ. ... วาระ 2 ซึ่งใช้เวลาอภิปรายนานรวม 15 วัน เพื่อพิจารณาประเด็นที่สมาชิกรัฐสภาได้สงวนคำแปรญัตติ ในส่วนของการเพิ่มอนุมาตราของมาตรา 291 เพิ่มเติมจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่อนุมาตราที่ 18-26
จนในที่สุดที่ประชุมมีมติ 348 ต่อ 95 เสียง เห็นชอบผ่านร่างดังกล่าว เพื่อเปลี่ยนหลักเกณฑ์และวิธีการแก้รัฐธรรมนูญ จากเดิมเป็นอำนาจของสมาชิกรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และประชาชน เป็นการจัดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมาแทน
ดังนั้น ต้องลุ้นกันต่อในวาระ 3 วันที่ 5 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันลงมติรับหรือไม่รับร่าง ว่ารัฐบาลจะพลาดท่าเสียทีแพ้เชิงให้ฝ่ายค้านเหมือนในชั้นกรรมาธิการฯ หรือไม่
อย่างไรก็ตาม ประเด็นใหญ่ให้ต้องเกาะติดนอกจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือ การรวมตัวของสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ภายหลังปลดล็อกทางการเมืองในวันที่ 30 พ.ค. ซึ่งได้มีการประชุม ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย เพื่อหารือถึงการเตรียมความพร้อมรวมถึงรูปแบบงานคืนสู้เหย้า
ทั้งนี้ แม้การรวมตัวกว่า 50 ขุนพล เป็นเพียงการส่งสัญญาณเบื้องต้นถึงการหวนคืนสู่อำนาจรัฐบาล และต้อนรับการฟื้นคืนชีพทางการเมืองให้แก่อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยครั้งใหม่
จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับพรรคไทยรักไทยในขณะนั้น ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลกระทบต่อการเมืองค่อนข้างมาก และที่ผ่านมาไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้มากนัก จนทำให้สังคมขาดความเข้าใจ จึงอยากให้เพื่อนสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ได้ใช้โอกาสก่อนที่จะได้รับการคืนสิทธิทางการเมือง ทำความเข้าใจกับสังคมให้มากที่สุด
สำหรับกิจกรรมจะเป็นลักษณะการอภิปราย เสวนา และออกแถลงการณ์ร่วมกันของสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และกิจกรรมในวันที่ 31 พ.ค. ซึ่งเป็นวันแรกของการปลดล็อกการเมือง จะมีสมาชิกบ้านเลขที่ 111 จำนวนหนึ่งมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ขณะที่บางส่วนจะเดินทางไปร่วมหาเสียงเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 3 จ.เชียงใหม่
อย่างไรก็ดี เมื่อสมาชิกบ้านเลขที่ 111 จะกลับมาโบยบินในอีกไม่ช้า พานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายหัวแก้วหัวแหวน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณเตรียมจะสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย
ที่สำคัญ หาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 19 บัญญัติว่า ผู้ใดสมัครเป็นสมาชิกพรรคต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติไม่ให้ผู้ที่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งลักษณะต้องห้ามไม่ให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 100 (3) บัญญัติ คือ ผู้ที่ต้องคุมขังอยู่โดยหมายศาล หรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
ทำให้ ประพันธ์ นัยโกวิท คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ต้องออกโรงแถลงไขพร้อมย้ำว่า ในกรณีนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ต่างประเทศ ไม่ได้ถูกคุมขังจริง ดังนั้นน่าจะสามารถสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้ เพราะกฎหมายไม่ได้ห้าม แต่ในตามมาตรา 19 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว ได้บัญญัติเพิ่มไว้ว่า ผู้สมัครต้องมายื่นใบสมัครด้วยตนเอง พร้อมเอกสารประกอบตามที่นายทะเบียนพรรคการเมืองกำหนดไว้
ดังนั้น หาก พ.ต.ท.ทักษิณ จะสมัครสมาชิกพรรคเพื่อไทยจริง ก็ต้องเดินทางมาสมัครด้วยตนเองตามที่กฎหมายกำหนด ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า เรื่องดังกล่าวคงต้องมีการหารือกันภายในพรรคเพื่อไทยก่อน และคงจะต้องหารือร่วมกับทาง กกต. ว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะสามารถสมัครเป็นสมาชิกพรรคจากต่างประเทศได้หรือไม่ เพราะในทางของกฎหมายระบุชัดเจนว่า ผู้ที่จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคนั้น จะต้องเดินทางมาสมัครด้วยตนเอง
ทว่า มีเรื่องเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ เมื่อ จตุพร พรหมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ถูกคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งความเห็นของ กกต. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพ สส. สิ้นสุดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 (4) ประกอบมาตรา 101 (3)
ทั้งนี้ ศาลได้มีมติ 7 ต่อ 1 ให้สมาชิกภาพ สส.ของจตุพรสิ้นสุดลง อันเนื่องมาจากขณะเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา จตุพรได้ถูกจับกุมคุมขัง ซึ่งเป็นข้อบัญญัติว่าเป็นคุณสมบัติต้องห้ามการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง จึงทำให้ขาดสมาชิกภาพพรรคเพื่อไทย และยังส่งผลต่อสมาชิกภาพ สส.ด้วย
ขณะที่จตุพรได้กล่าวภายหลังคำตัดสินของศาลด้วยสีหน้าเศร้าๆ และน้ำตาคลอเบ้า ว่าขอน้อมรับคำวินิจฉัยของศาล เพราะได้ต่อสู้กับความจริงมาถูกต้องแล้ว และไม่ได้กังวลอะไรเกี่ยวกับเรื่องคดีความต่างๆ พร้อมที่จะต่อสู้ต่อไป
“แม้ตอนนี้จะไม่มีเอกสิทธิ์ของ สส.คุ้มครองแล้วก็ตาม ส่วนเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น ก็ขอให้ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตัดสินว่าจะเหมาะสมหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาก็มั่นใจว่ามีผลงานที่สามารถพิสูจน์ความสามารถได้”
กลายเป็นประเด็นใหญ่ทำลายภาพลักษณ์กองทัพไทย หลังมีมือดีปล่อยภาพทหารกำลังรุมโทรมหญิงในค่ายทหารแห่งหนึ่งบนโลกออนไลน์ จนได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากชาวโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างหนักหน่วงถึงความไม่เหมาะสม
ทว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ออกมาประกาศชัดพร้อมย้ำว่า หากพบผู้ใดโดยเฉพาะระดับผู้บังคับบัญชาเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องฉาว จะต้องรับโทษทางวินัยชนิดร้ายแรง พร้อมทั้งวิงวอนให้สื่อมวลชนเพลาๆ การนำเสนอข่าว
อย่างไรก็ตาม ล่าสุด พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องการสอบสวนกรณีภาพชุดชายคล้ายทหารมีเพศสัมพันธ์กับหญิงสาว โดยขณะนี้มีความคืบหน้าจากเดิม เพราะพบว่ามีพลทหาร 1 นายอยู่ในภาพดังกล่าว ล่าสุดได้พบว่า มีพลทหารอีก 2 นาย โดยปรากฏเป็นภาพที่อยู่นอกค่ายทหาร ซึ่งหน่วยต้นสังกัดได้พาตัวพลทหารทั้งสองนาย มาให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง
ทั้งนี้ ยังไม่ขอเปิดเผยในต้นสังกัด
เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อภาพลักษณ์ของหน่วย และขอให้มีความชัดเจนมากกว่านี้ก่อน ส่วนภาพที่ปรากฏว่าเป็นสถานที่คล้ายหน่วยทหารนั้น ยอมรับว่าไม่ทราบเป็นสถานที่ใด และเรื่องดังกล่าวไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย ส่วนการลงโทษทหารจะมีการพิจารณาโทษทางวินัย เพราะทหารมีระเบียบวินัยอยู่
ทว่า ชะตากรรมวงการผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ต้องตกกระไดเสียชื่อครั้งใหญ่ไม่แพ้ลายพราง เพราะถูกตีตรากลายเป็นโจรในคราบเครื่องแบบ
หลังนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร พ.ต.อ.พิจิตร กรมประสิทธิ์ ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรไทรงาม จ.กำแพงเพชร ถูกศาลจังหวัดสิงห์บุรี ได้อนุมัติออกหมายจับ เนื่องจากสืบทราบพบว่า เป็นผู้บงการก่อเหตุปล้นเงินรถขนเงินธนาคารกสิกรไทย สาขาอินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา โดยมี ส.ต.อ.นารายณ์ ทิพย์ปรีชาธร สังกัดกองกำกับการสืบสวนภูธรนครสวรรค์ ทำหน้าที่จัดหาปืนอาก้าให้กับทีมคนร้าย โดยได้เงินไปประมาณ 4 ล้านบาท
ขณะที่ พ.ต.อ.พิจิตร ได้มีการติดต่อกลับก่อนหน้านี้ ว่าจะเข้ามอบตัวกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งท้ายที่สุดก็ไม่ได้เข้ามอบตัวตามที่ได้ติดต่อมาก่อนหน้านี้ อีกทั้งเป็นการประวิงเวลาเพื่อหลบหนีไปยังประเทศพม่า ทว่า พ.อ.บอโตะ หรือผู้การไทเกอร์ ผู้บังคับกองพันหน่วยรบพิเศษโก ทูบลอ และนายทหารคนสนิท พล.ต.นะคะมวย ผู้บัญชาการกองทัพโก ทูบลอ กล่าวว่า หาก พ.ต.อ.พิจิตร และ ด.ต.นารายณ์ ที่ต้องคดีปล้นรถขนเงินจะหลบหนีมาอยู่ในพื้นที่กะเหรี่ยงฝั่งตรงข้ามบ้านวาเล่ย์ อ.พบพระ จ.ตาก นั้น พล.ต.นะคะมวย ได้สั่งการให้เช็กทุกจุดแล้วแต่ยังไม่พบตัว
อย่างไรก็ตาม ยังได้สั่งการกำชับมาว่า หากพบให้จับส่งกลับไปฝั่งไทย มอบตัวให้กับทางการได้ทันที เพราะทางกะเหรี่ยงโกทูบลอไม่มีนโยบายซ่อนเร้นบุคคลที่กระทำความผิดและหลบมาซ่อนตัวในพื้นที่กะเหรี่ยง ซึ่งถ้าพบเห็นจะส่งกลับไปดำเนินคดีในประเทศไทยทันที







