
การปรับโครงสรางราคาพลังงานทำให้ราคาสินค้าแพงจริง?
โดย...มนูญ ศิริวรรณ
โดย...มนูญ ศิริวรรณ
ระยะนี้เรื่องของแพงกลายเป็นประเด็นถกเถียงกันในสื่อต่างๆ จนกลบประเด็นอื่นๆ เสียเกือบหมด และจำเลยตัวสำคัญที่ถูกโทษว่าเป็นตัวการที่ทำให้ของแพง (นอกเหนือไปจากรัฐบาล) ก็คือราคาพลังงานนั่นเอง ถึงขนาดพรรคฝ่ายค้านเรียกร้องให้ปลดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเลยทีเดียว ในฐานะที่รับผิดชอบเรื่องการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทำให้พลังงานมีราคาสูงขึ้นทั้งน้ำมันและก๊าซ จนเป็นต้นเหตุให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น
เรื่องราคาน้ำมันแพงทำให้สินค้ามีราคาแพง พูดทีไรก็มีคนเชื่อทุกที ทั้งๆ ที่กระทรวงพาณิชย์เคยทำการสำรวจมาแล้วว่า สินค้าแต่ละชนิดมีน้ำมันเป็นต้นทุนในการผลิตน้อยมาก เพราะส่วนใหญ่ใช้ไฟฟ้าเป็นพลังงานในการผลิต มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่บางแห่งใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิต และโรงงานขนาดกลางและขนาดเล็กใช้น้ำมันเตาในการผลิต ซึ่งพลังงานทั้งสามชนิด คือ ไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันเตา ไม่ได้อยู่ในขอบข่ายการปรับโครงสร้างราคาพลังงานในครั้งนี้
การปรับโครงสร้างราคาพลังงานคราวนี้ พุ่งเป้าไปที่การปรับโครงสร้างราคาก๊าซแอลพีจีในภาคขนส่งและก๊าซเอ็นจีวีเป็นหลัก ซึ่งอาจจะกระทบต่อผู้ประกอบการขนส่งบ้าง แต่เป็นผู้ประกอบการขนส่งผู้โดยสารมากกว่าผู้ประกอบการขนส่งสินค้าครับ
ผู้ที่ได้รับผลกระทบต้องจ่ายค่าก๊าซแอลพีจี/เอ็นจีวีในราคาที่สูงขึ้น คือ รถแท็กซี่ รถตู้ รถเมล์ รถโดยสารประจำทางที่วิ่งรับส่งผู้โดยสารระหว่างจังหวัด ซึ่งขณะนี้บางส่วนก็ยังได้รับความช่วยเหลือในรูปส่วนลดจาก ปตท.อยู่ 2 บาท/กก. ยังไม่ได้จ่ายเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ดังนั้นการปรับโครงสร้างราคาในส่วนของก๊าซแอลพีจี/เอ็นจีวี จึงไม่มีผลกระทบต่อราคาสินค้าแต่อย่างใด
อาจมีข้อโต้แย้งว่า มีรถบรรทุกสินค้าจำนวนหนึ่งซึ่งเปลี่ยนมาใช้ก๊าซเอ็นจีวี ได้รับผลกระทบทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ผมก็ต้องเรียนว่า จำนวนรถบรรทุกที่ใช้ก๊าซเอ็นจีวีนั้นมีปริมาณแค่ 4% ของจำนวนรถบรรทุกทั้งหมดเท่านั้น และรถบรรทุกที่ใช้ก๊าซเอ็นจีวีก็ไม่เคยใช้ราคาเอ็นจีวี ในการคิดราคาค่าบรรทุกสินค้าเลย จึงไม่มีสาเหตุใดๆ ให้เป็นข้ออ้างมาขอขึ้นราคาค่าบรรทุกสินค้า เพราะเอ็นจีวีขึ้นราคาได้
ดังนั้น ขณะนี้ก็มีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้นที่จะใช้เป็นข้ออ้างในการขึ้นราคาค่าขนส่ง ที่จะทำให้ต้นทุนค่าสินค้าแพงขึ้นได้ นั่นคือราคาน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้นทะลุลิตรละ 30 บาท เกินกว่าที่รัฐบาลชุดที่แล้วเคยตรึงราคาเอาไว้ แต่รัฐบาลชุดนี้ไม่มีนโยบายดังกล่าว ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ออกมาโจมตีนโยบายพลังงานของรัฐบาลชุดนี้ ว่ามีความผิดพลาดและเป็นต้นเหตุของสินค้าราคาแพงอยู่ในปัจจุบัน
ผมลองตรวจสอบย้อนหลังดูประวัติการขึ้นลงราคาน้ำมันดีเซลครั้งสำคัญๆ ของรัฐบาลชุดนี้ พบเหตุการณ์ที่น่าสนใจ ดังนี้ครับ
27 ส.ค. 2554 ลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 2.8 บาท/ลิตร+แวต (Vat) 0.20 บาท/ลิตร มีผลให้ราคาลดลง 3 บาท/ลิตร จาก 29.99 มาอยู่ที่ 26.99 บาท/ลิตร
13 ม.ค. 2555 ขึ้นราคาดีเซลเกิน 30 บาท เป็นครั้งแรก โดยอยู่ที่ 30.49 บาท/ลิตร
16 ม.ค. 2555 เก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 60 สต. ทำให้ราคาขึ้นมาอยู่ที่ 31.13 บาท/ลิตร
12 มี.ค. 2555 ราคาดีเซลขึ้นสูงสุดที่ 32.33 บาท/ลิตร
หลังจากนั้นราคาปรับลดลงต่อเนื่อง 4 ครั้ง จนล่าสุด
9 พ.ค. 2555 ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 30.83 บาท/ลิตร
กล่าวโดยสรุป ก็คือรัฐบาลนี้ได้ลดราคาน้ำมันดีเซลลงลิตรละ 3 บาท ตั้งแต่วันที่ 27 ส.ค. 2554-16 ม.ค. 2555 รวมเป็นเวลา 4 เดือนครึ่ง แล้วจึงเก็บคืน 60 สต. แสดงว่ารัฐบาลยังคงอุดหนุนอยู่อีกลิตรละ 2.4 บาท (นอกเหนือจากภาษีสรรพสามิตที่เก็บอยู่เพียง 0.005 บาท/ลิตร จากที่เคยเก็บสูงถึง 5.31 บาท/ลิตร)
นั่นหมายความว่า ขณะนี้รัฐยังคงอุดหนุนผู้ใช้น้ำมันดีเซลอยู่สูงถึง 7.705 บาท/ลิตร (2.40+5.305) ในขณะที่ผู้ใช้น้ำมันเบนซินต้องจ่ายทั้งเงินเก็บเข้ากองทุนน้ำมันฯ และภาษีสรรพสามิตสูงถึงลิตรละ 11 บาท แล้วอย่างนี้ยังจะเรียกร้องให้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาทอีก ผมว่ามันจะเป็นการแก้ปัญหาโดยไม่ได้ใช้สติปัญญามากจนเกินไป
ถ้าเรากลับไปทบทวนราคาน้ำมันดีเซลที่ผมยกมาให้ดูข้างต้น เราจะพบว่าราคาดีเซลที่สูงกว่า 30 บาท เพิ่งจะเริ่มมาได้เพียงแค่ 4 เดือน และที่สูงจริงๆ คืออยู่ระหว่าง 31-32 บาท ก็มีเพียงแค่ 23 เดือนเท่านั้น เดือน พ.ค.นี้ราคาก็เริ่มลดลงแล้ว ดังนั้นถ้าจะมีผลกระทบต่อค่าขนส่งสินค้าจริง ก็ไม่น่าจะมากนัก
อนึ่ง จากการศึกษาของกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานอิสระอีกหลายแห่ง พบว่าชนิดของสินค้าที่จะได้รับผลกระทบจากค่าขนส่งที่สูงขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันดีเซลแพงขึ้น ได้แก่ สินค้าอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่หรือมีน้ำหนักมาก เช่น ปูนซีเมนต์และเหล็กเส้น เป็นต้น สินค้าอุปโภคบริโภคโดยทั่วไป จะได้รับผลกระทบไม่มากนัก
ดังนั้น ผมจึงไม่อยากให้เราด่วนสรุปว่าการปรับโครงสร้างราคาพลังงานเป็นต้นเหตุทำให้สินค้ามีราคาแพง
แต่ผมไม่ได้โต้แย้งนะครับ ว่าปัจจุบันราคาสินค้าไม่แพงขึ้น ผมยอมรับว่าสินค้าราคาแพงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารสำเร็จรูป แต่ไม่ใช่เพราะพลังงานราคาสูงขึ้นอย่างเดียว แต่มีปัจจัยอย่างอื่นที่มีส่วน (อย่างสำคัญ) ทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้นด้วย เช่น ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ต้นทุนการบริหารจัดการที่สูงขึ้น และการปรับผลกำไรที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการ เพื่อให้ทันต่อภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ข้อสำคัญอำนาจการซื้อที่ลดลงของประชาชน เพราะต้องมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน (น้ำมันเบนซิน ดีเซล และก๊าซ) ที่สูงขึ้น ทำให้ประชาชนเข้าใจไปว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นเป็นต้นเหตุของสินค้าแพง และกลายเป็นความเชื่อที่ถูกนักการเมืองนำไปหาเสียงว่า ถ้าหากตรึงราคาพลังงานไว้ได้แล้ว ราคาสินค้าจะไม่แพง
เรื่องการตรึงราคาพลังงานแล้วราคาสินค้าจะไม่แพงนี่ ใครจะเชื่อก็เชื่อกันไปเถิดครับ แต่ผมคนหนึ่งละไม่ขอเชื่อโดยเด็ดขาด ก็เห็นๆ กันอยู่ในอดีตที่ผ่านมาหมาดๆ นี่เอง นอกจากเอาเงินผมไปอุ้มก๊าซ อุ้มดีเซลกันแล้ว แถมของยังแพงอีกด้วย!!!







