
ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจปัญหาที่ไม่ควรถูกลืม
โดย...โชติชัย สุวรรณภรณ์
โดย...โชติชัย สุวรรณภรณ์
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตได้ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ปรับตัวดีขึ้น ทำให้จำนวนคนจนลดลงทั่วประเทศเหลือไม่ถึง 7.7% ของประชากร แต่ประเทศไทยยังคงมีปัญหาเชิงสังคมที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ก่อให้เกิดความแตกต่างเป็นอย่างมากระหว่างคนรวยกับคนจน คนเมืองกับคนชนบท ซึ่งสะท้อนได้เป็นอย่างดีจากข้อมูลสถิติ พบว่าช่องว่างความเหลื่อมล้ำของรายได้ระหว่างกลุ่มประชากร 20% ที่มีรายได้สูงสุดกับกลุ่มประชากร 20% ที่มีรายได้ต่ำสุด มีความห่างกันมากกว่า 12 เท่า ซึ่งถือว่าไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากเมื่อช่วง 25 ปีที่แล้ว ซึ่งหมายความว่า กลุ่มผู้มีรายได้สูงสุด 20% มีรายได้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 55% ของรายได้รวมทั้งประเทศ ในขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำสุด 20% มีรายได้คิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 4–5% ของรายได้รวมทั้งประเทศ ในประเด็นนี้ผมอยากจะมองปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเป็น 2 มิติ กล่าวคือ ปัญหาความยากจนและปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม
อย่างไรก็ดี ผมคิดว่าปัญหาของประเทศไทยอยู่ที่ความยากจนเชิงเปรียบเทียบ โดยการวัดความยากจนในมิติของการกระจายรายได้ อีกด้านหนึ่ง คือ การวัดความยากจนแบบสัมพันธ์ หมายถึง การที่คนกลุ่มหนึ่งได้รับรายได้แตกต่างจากอีกกลุ่มหนึ่งมากน้อยกว่ากันเท่าใด โดยสามารถเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ได้รับรายได้สูงสุด 20% แรกเทียบกับกลุ่มที่ได้รับรายได้ต่ำสุด 20% ล่างสุด ซึ่งประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูงและมีปัญหาการกระจายรายได้จะมีสัดส่วนการมีรายได้ของทั้งสองกลุ่มนี้แตกต่างกันมาก สำหรับประเทศไทย พบว่า กลุ่มคนที่มีส่วนแบ่งรายได้เพิ่มขึ้น คือ กลุ่มคนที่มีรายได้สูงสุดของประเทศ หรือกลุ่มประชากร 20% ที่มีรายได้สูงสุด ซึ่งมีส่วนแบ่งรายได้ถึง 57.23% ของรายได้ทั้งหมดในปี 2537 มาเป็น 54.19% ในปี 2552 ในขณะที่ประชากรกลุ่มที่มีรายได้ต่ำสุด 20% มีส่วนแบ่งรายได้ลดลง จาก 4.07% ในปี 2537 มาอยู่ที่ 4.79% ในปี 2552 ซึ่งหมายความว่าผลผลิตของประเทศไทยที่คิดเป็นเงินได้ 100 บาท ตกเป็นของคนรวยเสียครึ่งหนึ่ง ส่วนคนจน 20% (จนที่สุด) ได้รับรายได้ไปเพียง 4.79 บาท ทั้งนี้ ในปี 2552 รายได้ของประชากรกลุ่มที่รวยที่สุดคิดเป็นสัดส่วนสูงกว่ารายได้ของประชากรที่จนที่สุดถึง 11.31 เท่า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ของประเทศไทยในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ความแตกต่างของรายได้สามารถวัดเป็นค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคด้านรายได้ (GINI Coefficient) ของไทยในปี 2552 ซึ่งอยู่ที่ค่า 0.48 ลดลงเพียงเล็กน้อยจากค่า 0.52 ในปี 2537 ซึ่งค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค มีค่าระหว่างค่า 0 ถึง 1 โดยเมื่อค่าเข้าใกล้ค่า 0 ประชากรมีรายได้เท่าเทียมกันมากขึ้น แต่เมื่อสัมประสิทธิ์เข้าใกล้ค่า 1 การกระจายรายได้แย่ลง
นอกจากนี้ ยังพบว่าความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ของประเทศไทยยังมีสูง ระหว่างกรุงเทพมหานคร (กทม.) และภาคใต้เทียบกับภาคอื่นๆ และมีความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ระหว่างเขตเมืองเทียบกับในเขตชนบท ทั้งนี้จากผลการศึกษาทางวิชาการและประสบการณ์จากประเทศพัฒนาแล้ว พบว่าค่า GINI Coefficient ที่เหมาะสม ควรมีระดับค่าเท่ากับ 0.40 โดยในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศ เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น มีค่า GINI Coefficient อยู่ที่ระดับดังกล่าว ดังนั้นเป้าหมายเชิงนโยบายการแก้ไขปัญหาการกระจายรายได้ของไทย จึงควรทำให้โครงสร้างการกระจายรายได้ของไทยมีค่า GINI Coefficient ที่ลดลงจากค่า 0.5 เป็นค่า 0.4 ในอนาคต เรื่องนี้เป็นเรื่องนโยบายสังคมที่ต้องทำกันต่อไป







