posttoday
3ยักษ์เอเชียผนึกกำลังสู้พิษยุโรปกรุยทางเอฟทีเอไตรภาค

3ยักษ์เอเชียผนึกกำลังสู้พิษยุโรปกรุยทางเอฟทีเอไตรภาค

15 พฤษภาคม 2555

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

[email protected]

นับเป็นอีกครั้งที่ “วิกฤตการณ์” เป็นแรงผลักดันให้เกิดการผ่าทางตันความร่วมมือระหว่าง 3 ชาติมหาอำนาจเอเชียตะวันออก จีน-ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ ซึ่งผู้นำของทั้งสามประเทศได้ประกาศฟื้นแผนเจรจาจัดตั้ง “เขตการค้าเสรีไตรภาคี” ขึ้นมาอีกครั้ง และนับเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีมานี้

การผ่าทางตันความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ และหันกลับมาฟื้นเอฟทีเอ 3 ฝ่ายที่เคยล่มไปตั้งแต่ปี 2545 นั้น ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้เป็นอย่างดีว่า “เอเชีย” ได้ตระหนักและพยายามหาทางรับมือกับวิกฤตการณ์หนี้ยุโรปมากเพียงใด

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นภูมิภาคที่แข็งแกร่งและสามารถต้านทานผลกระทบจากยุโรปได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ โดยเฉพาะทั้งสามประเทศดังกล่าว ซึ่งมีสัดส่วนจีดีพีรวมกันถึง 19.6% จากจีดีพีทั่วโลก และมีสัดส่วนการส่งออกรวมกันถึง 18.5% ของการส่งออกทั่วโลกในปี 2553

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าเอเชียได้รับผลกระทบไม่น้อย และไม่อยู่ในสถานะที่จะช่วยฟื้นการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกได้เหมือนครั้งวิกฤตการณ์ภาคการเงินสหรัฐในปี 2551 อีกแล้ว

เขตเศรษฐกิจเบอร์ 2 ของโลกอย่าง “จีน” กำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลงอย่างรุนแรง หรือ Hard Landing หลังจากที่ดัชนีสำคัญๆ ทางเศรษฐกิจล้วนลดลงอย่างฮวบฮาบในช่วง 2-3 เดือนมานี้

ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน เม.ย. ของจีน ขยายตัวได้ต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ปี อยู่ที่ 9.3% โดยลดลงอย่างหนักเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าซึ่งโตได้ 11.9% ขณะที่ตัวเลขการค้าเดือน เม.ย. ก็พบว่ามีการนำเข้าเพิ่มขึ้นเพียง 0.3% เท่านั้น ส่งผลให้ธนาคารกลางของจีนต้องกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นครั้งที่ 3 นับตั้งแต่เดือน พ.ย.ปีที่แล้ว ด้วยการลดสัดส่วนการกันสำรองความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ในประเทศลงอีก 0.5% เพื่อให้เกิดสภาพคล่องในระบบ และให้มีธุรกรรมทางการเงินได้สะดวกขึ้น

3ยักษ์เอเชียผนึกกำลังสู้พิษยุโรปกรุยทางเอฟทีเอไตรภาค

 

ส่วน “ญี่ปุ่น” นั้นดูจะย่ำแย่ยิ่งกว่า เพราะแทบจะไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวใดๆ นับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวพร้อมสึนามิเมื่อเดือน มี.ค. 2554 และซ้ำเติมด้วยน้ำท่วมใหญ่ในไทยช่วงปลายปีเดียวกัน นอกจากนี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาเงินเยนแข็งค่า และภาวะเงินฝืดที่ชาวญี่ปุ่นยังไม่ยอมจับจ่ายใช้สอยกันเท่าที่ควร

สำหรับภาคเอกชนนั้น นอกจากบริษัทรถยนต์ที่มีสัญญาณการฟื้นตัวดีขึ้นในปีนี้ บริษัทเอกชนหลายแห่งในญี่ปุ่นล้วนประสบภาวะขาดทุนกันอย่างหนัก โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและสายการบิน ขณะที่ในภาครัฐ รัฐบาลญี่ปุ่นต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายครั้ง ล่าสุด ได้ขยายวงเงินโครงการช่วยซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มอีก 10 ล้านล้านเยน (ราว 3.72 ล้านล้านบาท) นอกจากนี้ ธนาคารกลางญี่ปุ่นยังออกมาตรการเงินกู้ช่วยเหลือธนาคารพาณิชย์อีกราว 5 ล้านล้านเยน (ราว 1.9 ล้านล้านบาท) ด้วย

ขณะที่ “เกาหลีใต้” ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับที่ 15 ในโลก และอันดับ 4 ในเอเชียนั้น แม้จะไม่มีปัญหาเท่ากับญี่ปุ่นและไม่ได้อยู่ภายใต้แรงกดดันเท่ากับจีน ทว่าผลพวงจากปัญหาหนี้ในยุโรปที่ยืดเยื้อ ก็ส่งผลให้เศรษฐกิจโสมขาวต้องชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด

ดัชนีการส่งออกเดือน เม.ย. ของเกาหลีใต้ หดตัวลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 โดยหดตัวลง 4.7% จากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะโตได้ 1% ขณะที่ธนาคารกลางเกาหลีใต้ต้องปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ลงมาอยู่ที่ 3.5% จากคาดการณ์เดิมที่ 3.7% และอาจย่ำแย่ลงกว่านี้หากวิกฤตการณ์หนี้ยุโรปในช่วงครึ่งปีหลังนี้ทวีความรุนแรงหนักขึ้น

และปัจจุบันนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างเชื่อไปในทิศทางเดียวกันว่า ปัญหาหนี้ยุโรปจะเลวร้ายลงอย่างแน่นอน จากการเมืองที่ไร้เสถียรภาพในกรีซที่เสี่ยงต่อการเลือกตั้งรอบ 2 ต้องผิดนัดชำระหนี้ และอาจถึงกับต้องออกจากกลุ่มยูโรโซนในที่สุด

ทั้งหมดนี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ 3 ประเทศใหญ่ในเอเชียตะวันออกสามารถพักยกความขัดแย้งทางการเมือง และกลับมาฟื้นการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีไตรภาคีร่วมกันได้อีกครั้ง หลังจากที่ต้องล่มไปนับตั้งแต่มีการเริ่มถกครั้งแรกเมื่อ 10 ปีก่อน

สำนักข่าวซินหัว ระบุว่า หากมีการบรรลุข้อตกลงการค้าเสรี 3 ฝ่ายได้จริง ก็จะช่วยเพิ่มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนได้ถึง 2.9% ญี่ปุ่น 0.5% และเกาหลีใต้ 3.1% โดยการค้าขายภายในภูมิภาคเดียวกันเองนั้นจะช่วยลดความเสี่ยงผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจในยุโรปและสหรัฐได้มากขึ้นอีก

เบื้องต้นในการประชุมสุดยอดผู้นำ 3 ฝ่ายนั้น นายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า ของจีน นายกรัฐมนตรี โยชิฮิโกะ โนดะ ของญี่ปุ่น และประธานาธิบดี ลีมยองบัก ของเกาหลีใต้ ได้บรรลุข้อตกลงการลงทุนร่วมกันหลายฉบับ หลังจากที่มีการประชุมกันมากว่า 4 ปีนี้

อย่างไรก็ตาม การริเริ่มดังกล่าวยังคงน่าสงสัยว่าจะมีการพัฒนาไปสู่ความร่วมมือการค้าเสรีที่แท้จริงได้มากน้อยเพียงใด

โดยเฉพาะหลังจากปัญหาหนี้ยุโรปเริ่มบรรเทาลงในอีก 35 ปีข้างหน้า

เพราะต้องไม่ลืมว่าทั้งสามประเทศล้วนแล้วแต่มีปัญหาทางการเมืองระหว่างกันทั้งสิ้น ตั้งแต่ข้อพิพาททางดินแดน ไปจนถึงความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์จากสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกของประชาชน ดังที่เคยเกิดการประท้วงในแต่ละประเทศมาแล้ว

ปัญหา “ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน” ยังทวีความรุนแรงขึ้นในปัจจุบัน เมื่อมีตัวแปรอย่าง “สหรัฐ” ประกาศกลับมาทวงอิทธิพลในเอเชีย ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าความสัมพันธ์กับเพื่อนนอกทวีประหว่างญี่ปุ่นสหรัฐ หรือเกาหลีใต้สหรัฐนั้น แนบแน่นเสียยิ่งกว่าเพื่อนบ้านอย่างจีน

ในขณะที่ประกาศว่าจะให้ความสำคัญกับการเจรจาเอฟทีเอ 3 ประเทศเอเชียตะวันออกนั้น นายกรัฐมนตรี โนดะ ก็ย้ำด้วยว่า ญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญกับการเจรจาความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจทรานส์แปซิฟิก (ทีพีพี) กับสหรัฐ ควบคู่ไปด้วยอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งเท่ากับว่าความร่วมมือระหว่างเพื่อนบ้านในเอเชียด้วยกันนั้นอาจยังไม่ใช่ความสำคัญที่สุดในสายตาของญี่ปุ่น

ปัญหาเศรษฐกิจอาจเป็นแรงขับให้เอเชียรักกันได้อีกครั้ง แต่จะมากพอที่จะปลดล็อกการเมืองเพื่อความมั่งคั่งของภูมิภาคอย่างแท้จริงได้หรือไม่นั้น อาจต้องทดสอบจากวิกฤตการณ์ยุโรปที่จะแรงขึ้นหลังจากนี้

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี