
ปรับขั้ว มั่วอำนาจ
ผู้เขียนเพิ่งกลับมาจากการเดินทางไปภาคกลางของเวียดนาม
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
ผู้เขียนเพิ่งกลับมาจากการเดินทางไปภาคกลางของเวียดนาม คือจังหวัดกวางบินห์ กวางตรี เว้ ดานัง และฮอยอัน โดยที่สามเมืองหลังเป็นการไปเที่ยวตามสถานที่ที่คณะทัวร์คนไทยชอบเที่ยว แต่สองเมืองแรกมีประวัติศาสตร์สำคัญของสงครามเวียดนามอันโหดร้ายเป็นจุดสนใจ ว่างๆ จะเชื่อมโยงให้เห็นว่าการเมืองไทยกับสงครามเวียดนามอะไร “เหี้ยม” กว่ากัน
แต่ที่น่าจะเป็นที่สบายใจของนักธุรกิจคนไทย ก็คือเวียดนามยังไม่ใช่คู่แข่งที่น่ากลัวแต่อย่างใดในหมู่สินค้าการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา พืชผัก หรือผลไม้ เพราะถ้าจะประเมินจากสิ่งที่ได้ไปเห็นและไปคุยมา ผู้เขียนค่อนข้างจะมั่นใจว่าด้วยสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ การเมืองและเทคโนโลยีที่เป็นอยู่ เวียดนามจะยังตามหลังไทยไปอีกนาน ต่อให้เขามี 4G แล้วและเรามีแค่ 2.5G ก็เถอะ เป็นเพราะอะไรจะขอไปเรียบเรียงดีๆ มาให้ผู้อ่านได้ทราบในภายหลังอีกเช่นกัน
เพราะสิ่งที่ต้องเขียนถึงในวันนี้ คืออนาคตการเมืองไทยในอีก 23 เดือนข้างหน้านี้ ซึ่งก็คือการกลับมาของกลุ่มคนบ้านเลขที่ 111 และการปรับคณะรัฐมนตรีที่หลายฝ่ายคาดว่าจะมีขึ้น จึงมีความสำคัญมากกว่าเรื่องของประเทศเวียดนาม (ที่ผู้เขียนบอกแล้วว่าไม่น่าห่วง) หรือเรื่องนอกประเทศอื่นๆ (อย่างพม่า ที่ชื่อ “นะคะมวย” ที่นักการเมืองไทยบางคนตั้งใจเอามาเล่นในสื่อ)
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ คือสิ่งที่อยู่คู่กับการ เมืองไทยมาตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ!
หลุยส์ ฟิโนต์ นักมานุษยวิทยาชาวฝรั่งเศส ได้ศึกษาคนไทยและคนไทยเมื่อราว 100 ปีที่ผ่านมาแล้ว พบว่า ความสามารถที่พิเศษที่สุดของคนไทย คือ “การปรับตัว” โดยเขาใช้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีต่างๆ ของการเคลื่อนย้ายและตั้งถิ่นฐานของคนไทยตลอดระยะเวลานับพันๆ ปี ตั้งแต่ครั้งที่ยังอยู่ในดินแดนของจีนจนลงมาถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา
เขาสรุปความว่า คนไทยนี้มีคุณลักษณะเหมือน “น้ำ” คือสามารถเลื่อนไหลจากที่สูงไปสู่ที่ต่ำ ไปอยู่ในภาชนะใดก็มีรูปร่างตามแบบภาชนะนั้น เมื่อผ่านที่โล่งกว้างก็จะเอิบอาบแผ่ซ่านไปทั่ว ครั้นเจอที่แคบก็สามารถบีบตัวเล็ดลอดออกไปได้ ขณะเดียวกันเมื่อท้องฟ้าเป็นสีใด ก็สะท้อนแสงของท้องฟ้านั้นได้โดยตลอด แต่พอตักขึ้นมาดูก็ยังคงเป็น “น้ำ” อยู่ดังเดิม
นักวิชาการบางคนพยายามที่จะแปลความหมายของคำว่า “ไทย” ว่าหมายถึง “เสรี” ที่ในภาษาอังกฤษเขียนว่า “Freedom” ซึ่งท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช โต้แย้งว่าน่าจะแปลว่า “อิสระ” หรือที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า “Independent” จะดีกว่า โดยได้อธิบายถึงข้อสรุปข้างต้นของฟิโนต์ว่า ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะคนไทยไม่ยอมให้ใครครอบงำ หรือมีความเป็นตัวของตัวเองสูง หรือถ้ามีใครคิดที่จะเข้าครอบงำหรือกดขี่ก็จะดีดตัวออกแสดงความเป็นอิสระอยู่เสมอ
อย่างไรก็ตาม คนไทยก็มีภาวะของการพึ่งพากันและกันอันเป็นสิ่งตรงกันข้ามกับความเป็นอิสระนั้นอยู่ด้วย ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า เป็นผลจากสังคมเกษตรกรรมที่เน้นการเพาะปลูก ที่จะต้องมีการแลกเปลี่ยนผลผลิตให้ทันกิน (ไม่เหี่ยวเฉาบูดเน่าไปเสียก่อน) ในขณะเดียวกันก็ต้องมาช่วยกันเพาะปลูกหรือเก็บเกี่ยว อย่างวัฒนธรรม “การลงแขก” ซึ่งอะไรที่ต้องอาศัยกำลังแรงงานร่วมกัน ก็จะเข้าช่วยเหลือกันด้วยความเอื้ออาทรที่มีอยู่เป็นนิสัยนั้น
วัฒนธรรม “แบ่งกันกิน” ก็เป็นลักษณะนิสัยที่โดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของคนไทย ซึ่งก็เป็นเพราะความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณธัญญา หารทั้งหลาย ร่วมด้วยกับการเป็นสังคมแห่ง “หน้าตา” ที่แข่งบุญแข่งวาสนากันก็เป็นเหตุ เพราะอยากให้เป็นที่รักใคร่ของคนอื่น จึงมี ความเอื้อเฟื้อกันเป็นพิเศษ รวมทั้งมีผลพลอยได้เป็น “บารมี” ที่ให้ดูยิ่งใหญ่และมีเกียรติสูงกว่าใครๆ ในสังคม ที่สุดก็เกิดเป็น “อำนาจ” ที่เริ่มจากการเคารพเชื่อฟัง ไปจนถึงการเคารพยำเกรง และที่สุด คือ “ความเกรงกลัว” หรือการ ยอมสยบของผู้คนต่อผู้มีอำนาจนั้น
ผู้มีอำนาจมักจะมีความเชี่ยวชาญและชาญฉลาดในการที่จะใช้วัฒนธรรมแบ่งกันกิน “ต่อยอด” ไปสู่อำนาจควบคุมอย่างอื่น อย่างเช่น การควบคุมกำลังคนให้มารับใช้หรือทำงานให้กับผู้มีอำนาจนั้น อย่างที่ได้สร้างระบบไพร่ขึ้นมา โดยมีการแลกเปลี่ยนกับราษฎรว่าเพื่อให้ทุกคนทำมาหากินได้โดยสะดวก (หรือยังมีอิสระในการเพาะปลูกนั้นอยู่) ราษฎรจำต้องยอมสละแรงงานมาทำงานให้กับหลวง หรือผู้มีอำนาจนั้นด้วย และเพื่อให้การควบคุมกำลังคนเหล่านี้มีความเข้มแข็งก็ต้องสร้างระบบศักดินามาเป็นกลไกควบคุมเพิ่มพูนอำนาจให้กับคนที่อยู่ในระบบนี้
ถ้าจะอธิบายด้วยแนวคิดมาร์กซิสต์โบราณอย่าง จิตร ภูมิศักดิ์ ในหนังสือเรื่อง โฉมหน้าศักดินาไทย ก็จะมีมุมมองที่ค่อนข้างจะสุดโต่งไปอีกด้านหนึ่ง ในทำนองว่าราษฎรไทยนั้นถูกเอารัดเอาเปรียบกดขี่ เพราะการกดขี่นี้เป็นสันดานของ “ศักดินาไทย” ทั้งที่ความจริงระบบศักดินาเกิดจาก “การแลกเปลี่ยน” เพื่อให้เกิดการสมประโยชน์ของทุกฝ่าย เพียงแต่ว่าผู้มีอำนาจบางคนบางยุคก็ฉลาดมากไปจนเป็นการเอาเปรียบหรือกดขี่ราษฎร แต่ถ้าราษฎรเกิดฉลาดรู้เท่าทันขึ้นมาเมื่อใด พวกเขาก็อาจโค่นล้ม หรือส่งผลให้ผู้มีอำนาจนั้นเสื่อมสภาพลงไปได้เหมือนกัน
ประวัติศาสตร์การแย่งชิงอำนาจกันในการ เมืองไทยตั้งแต่ครั้งอยุธยามาจนถึงทุกวันนี้ ก็สามารถอธิบายได้ด้วยนิสัยสันดานของคนไทย ในระบบการพึ่งพิงที่อยู่บนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยน เปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกันอย่างที่ได้กล่าวมาข้างต้น และเช่นเดียวกันก็สามารถที่จะพยากรณ์ หรือคาดเดาอนาคตการเมืองไทยในอีก 23 เดือนข้างหน้านี้ได้เป็นอย่างดีด้วย
จากข่าวสารที่ปรากฏขณะนี้ ได้สร้างปรากฏการณ์แห่งความงวยงงให้กับผู้คนพอสมควร และบางคนมองว่ามันเป็น “เรื่องประหลาด” ที่ทำไมนักการเมืองไทยที่ด่ากันถึงพ่อแม่และแทงข้างหลังกันจนไม่มีพื้นที่จะให้แทงอีกแล้วนั้น จึงคืนดีกันและหันมาจูบปากกันได้อีก อย่างการจะกลับมาร่วมรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย ในการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหม่ หรือพวกแกนนำไพร่แดงที่ชูหัวสลอนขึ้นรับตำแหน่งรัฐมนตรี พร้อมชื่นชมอำมาตย์ที่พวกมันเคยคิดจะฆ่าและเผา และพร้อมที่จะเหยียบหัว “ราษฎรแดง” เวียนเทียนกันขึ้นเสวยอำนาจที่พวกมันเคยเคียดแค้นนั้น
หรือภาพการจูบปากของรัฐบาลกับกองทัพ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน กับพรรคเพื่อไทย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับป๋าเปรม (พล.อ.เปรมติณสูลานนท์) ที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ ก็อธิบายได้ด้วยทฤษฎีการเมืองไทยข้างต้นว่า แท้ที่จริงแล้วไม่มีความขัดแย้งอะไรที่มั่นคงแท้จริงในสังคมการเมืองไทย มีเพียงแต่ “ใครจะได้ประโยชน์อะไร เมื่อไร และอย่างไร” หรือ “การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์” ดังที่ได้อธิบายมานั้น
นิยามการเมือง คือ การที่ “ใครจะได้ประโยชน์อะไร เมื่อไร และอย่างไร” เป็นแนวคิดที่มีผู้สรุปไว้กว่า 50 ปีมาแล้ว โดยนักรัฐศาสตร์อเมริกันชื่อ ฮาโรลด์ ลาสเวลล์ ที่กล่าวว่า “Politics is the matter about WHO gets WHAT, WHEN and HOW.” โดย “อำนาจ” หรือสิ่งที่ลาสเวลล์ เรียกว่า “WHAT” นั่นแหละสำคัญที่สุด เพราะเพียงเพื่อให้ได้อำนาจหรือตำแหน่งที่มีอำนาจ นักการเมืองไทย (สวะๆ) ก็พร้อมที่จะทำอย่างไร (HOW) ก็ได้ โดยไม่คำนึงว่าจะจะเป็นอย่างไรต่อไป
เพราะสัตว์พวกนี้ทำเป็นอยู่อย่างเดียว คือ “สลับขั้วมั่วอำนาจ”
ขอตบท้ายเรื่องตลกที่ได้มาจากการไปเวียดนามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คือคนเวียดนามมีความรู้เกี่ยวกับการเมืองไทยดีมาก หลายคนเชื่อว่าประเทศไทยที่เจริญมาในวันนี้ เป็นเพราะฝีมือของอดีตนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ช่างเหมือนกับคนไทยส่วนใหญ่จริงเลย) แต่ครั้นถามว่า ให้มาบริหารประเทศเวียดนาม หรือแลกนายกรัฐมนตรีกันจะเอาไหม คนเวียดนามก็บอกว่าไม่
“ท่านโกงกินประเทศจนต้องหลบหนีอยู่ไม่ใช่หรือ?”







