
ประกาศจุดยืนให้ชัด
คดีปราสาทพระวิหาร ซึ่งกัมพูชาร้องขอให้ศาลโลกตีความคำตัดสิน พ.ศ. 2505 กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ เมื่อวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้เรียกกองทัพและหน่วยงานต่างๆ ประชุมหารือเพื่อเตรียมยื่นเอกสารคำให้การต่อศาลโลกเป็นลายลักษณ์อักษร ภายในวันที่ 21 มิ.ย.นี้ แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่า หลังจากทั้งไทยและกัมพูชายื่นเอกสารโต้แย้งกันครบถ้วนแล้ว ศาลจะเปิดให้มีการให้การโต้แย้งด้วยวาจาหรือไม่ ซึ่งฝ่ายไทยกำลังเร่งดำเนินการร้องขอให้ศาลออกนั่งบัลลังก์ฟังการพิจารณาคดีด้วยวาจา แต่ศาลยังไม่มีคำตอบรับใดๆ
คดีปราสาทพระวิหาร ซึ่งกัมพูชาร้องขอให้ศาลโลกตีความคำตัดสิน พ.ศ. 2505 กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ เมื่อวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้เรียกกองทัพและหน่วยงานต่างๆ ประชุมหารือเพื่อเตรียมยื่นเอกสารคำให้การต่อศาลโลกเป็นลายลักษณ์อักษร ภายในวันที่ 21 มิ.ย.นี้ แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่า หลังจากทั้งไทยและกัมพูชายื่นเอกสารโต้แย้งกันครบถ้วนแล้ว ศาลจะเปิดให้มีการให้การโต้แย้งด้วยวาจาหรือไม่ ซึ่งฝ่ายไทยกำลังเร่งดำเนินการร้องขอให้ศาลออกนั่งบัลลังก์ฟังการพิจารณาคดีด้วยวาจา แต่ศาลยังไม่มีคำตอบรับใดๆ
อาจกล่าวได้ว่า หลังจากกัมพูชายื่นคำร้องต่อศาลโลกเมื่อเดือน พ.ค. 2554 เป็นต้นมา นี่เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญ และนั่งเป็นประธานที่ประชุมเรื่องนี้ด้วยตนเอง แม้นายกรัฐมนตรีจะสั่งการให้จัดทำแนวทางและแผนการต่อสู้คดี แต่สิ่งที่ควรจะทำควบคู่กันไปด้วย คือ การชี้แจงอธิบายให้ประชาชนได้เข้าใจถึงการดำเนินการต่อสู้คดี ซึ่งไม่เพียงแต่ผู้รับผิดชอบหลักในการต่อสู้คดีอย่างกระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น แต่นายกรัฐมนตรีเองอาจจำเป็นต้องชี้แจงด้วยตนเอง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสัมพันธ์อันดีของพรรคเพื่อไทยและผู้นำรัฐบาลกัมพูชา ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดว่า ไม่มีนโยบายชัดเจนต่อการสู้คดีปราสาทพระวิหาร และอาจเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายกัมพูชา และบทบาทที่ผ่านมาของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย ก็ถูกกล่าวหาว่านำผลประโยชน์ของประเทศไปสุ่มเสี่ยง จนเกิดผลที่ปรากฏในปัจจุบัน ยิ่งทำให้มีความจำเป็นมากที่นายกรัฐมนตรีจะต้องชี้แจงอธิบายถึงนโยบายของรัฐบาลต่อคดีปราสาทพระวิหาร
และที่สำคัญกว่านั้น รัฐบาลอาจจำเป็นต้องวางแนวทางเตรียมพร้อมไว้ ไม่ว่าการวินิจฉัยตัดสินคดีของศาลโลกจะออกมาอย่างไร ไทยหรือกัมพูชาจะได้ประโยชน์ เพราะถึงแม้ว่าการตัดสินของศาลโลกจะเป็นหนทางสันติภาพ เพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิด แต่สำหรับความรู้สึกของประชาชนในแต่ละประเทศ อาจมีความเห็นที่แตกต่างกัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความรู้สึกชาตินิยมของประชาชนไทยและกัมพูชานั้น สร้างผลกระทบอย่างไรบ้าง
หากในปี 2505 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น สามารถสยบประชาชนที่เตรียมก่อหวอดประท้วงคำตัดสินให้ปราสาทพระวิหารอยู่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชาได้ ก็เป็นเพราะความสามารถที่โดดเด่นของจอมพลสฤษดิ์เอง แต่รัฐบาลในปัจจุบันคงไม่อาจแสดงศักยภาพเช่นนั้นได้
ดังนั้น รัฐบาลจึงไม่มีทางเลือกมากไปกว่ายืนยันนโยบายการต่อสู้คดีที่ชัดเจน สร้างความมั่นใจให้ประชาชนเห็นว่าได้พยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว







