posttoday
เกมล้วงเงินคลังหลวง ถลุงเงินสร้างประเทศ

เกมล้วงเงินคลังหลวง ถลุงเงินสร้างประเทศ

09 พฤษภาคม 2555

ถูกจุดพลุอีกครั้งสำหรับแนวคิดของรัฐบาลที่จะนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ถูกจุดพลุอีกครั้งสำหรับแนวคิดของรัฐบาลที่จะนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ออกมาจับจ่ายใช้สอย โดยอ้างว่าเพื่อการพัฒนาประเทศไทยให้ดีกว่าที่เป็นอยู่

ล่าสุด สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ออกมาเปิดเผยว่าอยู่ระหว่างการศึกษาการนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศส่วนเกินออกมาใช้ประโยชน์มากขึ้น

สมชัย ระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นนโยบายของกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้ส่งสัญญาณเรื่องนี้มาตลอด เพราะเห็นว่าการปล่อยให้เงินทุนสำรองที่มากเกินไปและกองทิ้งไว้เฉยๆ ทำให้ประเทศได้ไม่คุ้มเสีย

แม้ว่ายังไม่ได้ข้อสรุปรูปร่างหน้าตา วิธีการนำเงินสำรองออกไปใช้ แต่รายงานวงในกระทรวงการคลังได้รับโจทย์จากรัฐบาลให้หาทางนำเงินสำรองระหว่างประเทศออกมาจับจ่ายใช้สอยลงทุนสร้างรถไฟความเร็วสูง ท่าเรือน้ำลึก ระบบโทรคมนาคม ปีละ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นเวลา 10 ปี

แนวคิดของคลังถือว่าสอดคล้องเหมาะเจาะกับแนวคิดของวีรพงษ์ รามางกูร คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ที่ได้แสดงความต้องการนำเงินทุนสำรองของประเทศออกมาใช้ โดยใช้ทุกเวทีแสดงความเห็นเรื่องนี้ เพื่อกดดันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้เปิดใจกว้างยอมรับและดำเนินการเรื่องนี้มาตลอด

เกมล้วงเงินคลังหลวง ถลุงเงินสร้างประเทศ

วีรพงษ์ยังเป็นตัวเก็งอันดับหนึ่งที่จะได้นั่งเป็นประธาน ธปท. คนใหม่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ซึ่งภารกิจหลักและภารกิจเดียวหนีไม่พ้นการเข้าไปดำเนินการล้วงเงินทุนสำรองออกมาใช้ให้ได้ หลังจากที่ผลงานในฐานะประธาน กยอ.ชงเรื่องโอนหนี้ภาระหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 1.4 ล้านล้านบาท ไปให้ ธปท.ใช้ดอกใช้ต้นเป็นผลสำเร็จ

แนวคิดของวีรพงษ์ มองว่า ตั้งแต่ปี 2540 วิกฤตต้มยำกุ้งที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยเกินดุลสำรองระหว่างประเทศปีละหมื่นล้านเหรียญสหรัฐรวมกันสูงถึง 1.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่าเป็นเงินที่ประเทศหาสะสมมาได้

ดังนั้น เมื่อคิดจากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่ปัจจุบันมีอยู่ 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในจำนวนนี้เป็นที่ประเทศหามาได้ 1.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนที่เหลือ 6-7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็นเงินทุนไหลเข้า ที่เข้ามาลงทุนทั้งในตลาดเงิน ตลาดทุน และการลงทุนโดยตรง

จากตัวเลข วีรพงษ์ จึงเห็นว่า การนำเงินส่วนที่ประเทศหามาได้มาใช้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ หากปีละ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นเวลา 10 ปี เป็นเงิน 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศก็ยังเหลือ 1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้การนำเงินทุนสำรองออกมาใช้ไม่มีปัญหาเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม การนำเงินสำรองออกมาใช้คงไม่ง่ายอย่างที่วีรพงษ์ กุนซือใหญ่ของรัฐบาลดีดลูกคิด เพราะหากเป็นเรื่องง่าย ดีจริง ไม่มีปัญหาความเสียหาย เช่นนั้น ทาง ธปท. คงไม่นั่งทับเงินทุนสำรองเป็นงูจงอางหวงไข่เช่นทุกวันนี้

แม้แต่ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ก็ยืนยันตลอดเวลา เงินทุนสำรองระหว่างประเทศไม่ได้มีมากอย่างที่เข้าใจ ที่สำคัญการนำเงินทุนสำรองออกไปใช้ก็ไม่ต่างอะไรกับการเปิดประตูบ้านครั้งแรก ก็ย่อมมีครั้งสอง ครั้งสาม และครั้งต่อๆ ไป ซึ่งเป็นอันตรายกับประเทศอย่างร้ายแรง เพราะสุดท้ายเงินทุนสำรองก็จะถูกล้วงจนหมดด้วยเหตุผลต่างๆ นานา

นอกจากนี้ การคิดเงินทุนสำรองระหว่างประเทศต้องคิดให้ละเอียด จะทำหยาบๆ ไม่ได้ โดย ธปท.มองว่า ทุนสำรองที่เหลือที่แท้จริงต้องกันเพื่อหนุนหลังธนบัตร บวกหนี้ต่างประเทศ ซึ่งเป็นหนี้ต่างประเทศ ต้องหักเงินสำรองระหว่างประเทศเพื่อการนำเข้า 3 เดือน ซึ่งเมื่อหักลบกันจริงแล้ว เงินสำรองของประเทศก็จะเหลืออยู่ไม่เท่าไร

จะเห็นว่าแนวคิดของรัฐบาลที่นำเงินทุนสำรองไปใช้กับ ธปท. ที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เหมือนเป็นเส้นขนานกันที่หาทางบรรจบกันไม่ได้ ทั้งการนำเงินทุนสำรองออกมาใช้ หรือแม้แต่การคิดเงินทุนสำรองที่เหลือจริงของประเทศเป็นเท่าไร ก็มีสูตรที่ต่างกันอย่างขาวกับดำ

การเห็นไม่ลงรอยครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ตั้งแต่รัฐบาลเพื่อไทยหาเสียงเลือกตั้งก็ชูนโยบายตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ โดยใช้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพื่อไปลงทุนธุรกิจพลังงาน หารายได้เข้ามาพัฒนาประเทศ

แนวคิดดังกล่าวได้รับการสานต่อโดย ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง แต่ก็ได้รับเสียงต้านจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะจากลูกศิษย์หลวงตามหาบัว เพราะเห็นว่ารัฐบาลกำลังเจาะคลังหลวงนำเงินออกมาถลุง เดินทางมาชุมนุมคัดค้านถึงกระทรวงการคลัง ถึงทำเนียบรัฐบาล

ขณะที่กรรมาธิการเงินการคลัง สว. ก็ได้เรียกรัฐบาลชี้แจง ก็เห็นว่ารัฐบาลมีแต่เป้าว่าจะนำเงินคลังหลวงออกมาใช้ แต่ไม่มีที่มาที่ไปและรายละเอียดจะดำเนินการอย่างไร จะดูกับคนทั้งประเทศแค่ไหน เป็นประโยชน์กับประเทศจริงตามที่ตีฆ้องร้องป่าวไว้หรือ

การล้วงเงินคลังหลวงในขณะนั้น เป็นกระแสต่อต้านลุกลามขึ้นเรื่อยๆ จนรัฐบาลต้องออกมาตัดไฟแต่ต้นลมว่าไม่ใช่เป็นเรื่องเร่งด่วน และพับแนวคิดการล้วงเงินคลังหลวงออกมาใช้ไปอีกครั้ง

ส่งผลให้รัฐบาลต้องคิดใหม่ทำใหม่ หากต้องเดินหน้าล้วงเงินสำรองระหว่างประเทศ หรือเงินคลังหลวงออกมาใช้ รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่ามีความจำเป็นต้องใช้เงินจากส่วนนี้หรือไม่

รัฐบาลมีทางเลือกหารายได้จากทางอื่นหรือไม่ ไม่ว่าการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น การลดทอนโครงการประชานิยมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจำนำข้าวที่ต้องใช้เงินหลายแสนล้านบาท และคาดว่าจะเสียหายในปีแรก 2 หมื่นล้านบาท

หรือไม่ว่าจะเป็นโครงการพักหนี้ดี ที่ลดแลกแจกแถม ทำให้ธนาคารรัฐรายได้สูญ 4.5 หมื่นล้านบาท ภายใน 3 ปี รวมถึงโครงการอื่นๆ ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ที่เป็นเบี้ยหัวแตกละลายเงินทิ้งเป็นพันเป็นหมื่นล้านบาท เพียงเพื่อหวังคะแนนเสียงทางการเมืองอย่างเดียว ไม่คำนึงถึงความเสียหาย

หากรัฐบาลประหยัดเงินจากโครงการประชานิยมตำน้ำพริกละลายแม่น้ำทั้งหมด เพื่อไปลงทุนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ท่าเรือน้ำลึก การล้วงเงินคลังหลวงจำเป็นต้องมีต่อไปหรือไม่

หรือว่ารัฐบาลเห็นว่าต้องล้วงเงินคลังหลวง ไม่มีทางอื่นอีกแล้ว รัฐบาลจะสร้างความโปร่งใสของการใช้เงินได้อย่างไร เพราะวันนี้ก็บอกว่าจะไปลงทุนพลังงาน อีกวันก็ไปลงทุนรถไฟ ท่าเรือ การตัดสินใจนำเงินไปใช้จะแน่ใจได้อย่างไรว่าไม่เป็นการเอื้อประโยชน์พวกพ้องอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

นอกจากนี้ รัฐบาลจะอธิบายกับลูกศิษย์หลวงตามหาบัวให้เข้าใจอย่างไร โดยเฉพาะวีรพงษ์ ที่เป็นลูกศิษย์หลวงตา ก็เคยยืนยันไม่ควรไปยุ่งกับเงินคลังหลวง แต่วันนี้กลับลำหาทางจ้องล้วงเงินคลังหลวงเช้าเย็น หากไม่สามารถอธิบายได้ ก็จะเกิดภาพพระภิกษุออกมาประท้วงรัฐบาล ทำให้รัฐบาลเสียภาพลักษณ์การบริหารประเทศ

ที่สำคัญเป็นการประจานรัฐบาลดีแต่ใช้เงินจนถุงแตก แต่หารายได้ไม่เป็น เพราะไม่ยอมหา ทำให้ต้องกลืนน้ำลายตัวเองกู้เงินถึง 3-4 แสนล้านบาท ฟื้นฟูประเทศจากน้ำท่วม

ล่าสุดยังต้องหาทางล้วงเงินคลังหลวงไปใช้เพราะรายได้ไม่พอ กู้เงินก็ไม่ไหวเต็มกลืน เลยต้องรวบรัดใช้ทางลัดล้วงเงินคงคลัง โดยอ้างว่าเงินกองไว้ก็ไม่เกิดประโยชน์

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การเดินหน้าล้วงเงินคงคลังของรัฐบาลนี้ยังเดินหน้าต่อไป เพราะต้องการเงินก้อนใหญ่ปั่นเศรษฐกิจประเทศ โชว์เป็นผลงานชิ้นโบแดงโดยไม่คำนึงความเสียหายและหายนะที่จะตามมาในอนาคต

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลก็มีบทเรียนจากการโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ไปไว้ที่ ธปท. ว่าประสบความสำเร็จ ประหยัดดอกเบี้ยได้ปีละ 6-7 หมื่นล้านบาท

แต่ในอีกด้านหนึ่งรัฐบาลไม่พูดถึง การเก็บค่าธรรมเนียมเงินฝาก 0.47% จากธนาคารพาณิชย์ ทำให้คนต้องกู้เงินดอกเบี้ยสูงขึ้น ขณะที่ผู้ฝากเงินได้ดอกเบี้ยต่ำลง และทั้งผู้กู้และผู้ฝากเงินต้องเสียค่าธรรมเนียมการบริการทางการเงินจากธนาคารสูงขึ้นเพื่อไปชดเชยรายได้ที่หายไป

ขณะที่ธนาคารรัฐก็โดนหางเลข โดยเก็บค่าธรรมเนียมเงินฝาก 0.47% หลังจากที่รัฐบาลเสียรู้ธนาคารพาณิชย์ว่าธนาคารรัฐได้เปรียบ ส่งผลให้ธนาคารรัฐรายได้หายไป 1.5 หมื่นล้านบาท แทนที่จะนำเงินไปช่วยรากหญ้าได้มากขึ้น

แต่สำหรับการล้วงเงินทุนสำรอง เป็นเรื่องใหญ่กว่าเก็บค่าธรรมเนียมหลายเท่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นใหญ่โตกว่าเทียบไม่ได้ ถึงวันนั้นรัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไรถ้าเอาไม่อยู่

 

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69