posttoday
เผยวิธีรับมือวิกฤตในอากาศมาบตาพุด‏

เผยวิธีรับมือวิกฤตในอากาศมาบตาพุด‏

08 พฤษภาคม 2555

กระทรวงวิทยาศาสตร์ สั่งศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติแนะนำวิธีป้องกันตัวให้พ้นจากอันตรายสารเคมีในอากาศ

กระทรวงวิทยาศาสตร์ สั่งศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติแนะนำวิธีป้องกันตัวให้พ้นจากอันตรายสารเคมีในอากาศ

นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า สารเคมีที่รั่วไหลออกมาจากโรงงานอุตสหากรรมมีอยู่หลายชนิดที่ก่อให้เกิดพิษร้ายถึงขั้นส่งผลต่อสุขภาพ ซึ่งมีทั้งพิษเฉียบพลันและพิษสะสม ส่วนลักษณะการเกิดพิษนั้นอาจแบ่งได้เป็นพิษเฉพาะที่กับพิษทั่วตัว ทั้งสองนี้อาจเกิดพร้อมกันได้  ทั้งนี้เคมีพิษที่ลอยอยู่ในอากาศนั้น น่ากลัวที่สุดจะเป็นชนิดมาเงียบคือไม่มีสีและไม่มีกลิ่นอย่างคาร์บอนมอนน็อคไซด์ ที่ถือเป็นฆาตรกรเงียบที่น่ากลัว

เผยวิธีรับมือวิกฤตในอากาศมาบตาพุด‏

สำหรับตัวร้ายที่เพิ่งระเบิดที่อุตสาหกรรมมาบตาพุดคือ โซเดียมไฮโปคลอไรท์ ซึ่งเป็นสารฆ่าเชื้อหรือใช้ฟอกขาวทำโซดาไฟก็ได้มีกลิ่นฉุนมาก หากสูดดมเข้าไปก็จะเกิดอาการเจ็บป่วยจากการได้สารพิษมีชื่อเรียกว่า ท็อกซิโดรมส์ มาจากท็อกซินผนวกกับซินโดรมซึ่งผลของพิษที่ออกฤทธิ์ต่อสุขภาพคือ ระคายเยื่อบุอ่อน อาทิ เยื่อบุตา จมูก ช่องคอ ทางเดินหายใจ,เยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ คออักเสบ,หลอดลมบวมตีบ หายใจไม่ออก,คลื่นไส้อาเจียน,วิงเวียนสับสน และอื่น ๆ เช่นฤทธิ์ต่อระบบประสาท,สมอง,ตับ,ไต,หัวใจและกล้ามเนื้อ

ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ กล่าวอีกว่า ดังที่บอกไปแล้วว่าสารเคมีบางชนิดก็มีพิษเมื่อสูดดม,สัมผัสหรือเข้าหูเข้าตา  หรือว่าบางชนิดจะอันตรายต่อเมื่อเข้มข้นมาก  ที่พูดถึงกันมากในเวลานี้เห็นมีอยู่ 2 เคมีคือ “โทลูอีน(Toluene)” กับ “โซเดียม ไฮโปคลอไรท์(Sodium hypochlorite)” จึงอยากขอนำวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นของทั้ง 2 สารนี้และวิธีที่เผื่อไว้ป้องกันสารพิษที่ลอยตามลม 8 วิธีคือ 1. ดูอวัยวะ คือการดูทางพิษเข้า เช่น กลืนเข้าคอ,สูดเข้าจมูก, สัมผัสกับผิวหนังหรือทางอื่นๆเพราะแต่ละช่องทางการสัมผัสสารพิษจะเป็นตัวกำหนดการดูแลปฐมพยาบาลเบื้องต้น  เช่นถ้าเข้าคอก็ต้องกลั้วคอล้าง  หรือเป็นหมอกควันพิษที่แสบหูแสบตาไปหมดก็ต้องล้างออกด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือปลอดเชื้อดังนี้เป็นต้น

2. ผละให้ไว  ไปยัง “Support zone” ที่จัดไว้ให้ไวที่สุด   สารกลุ่มโซเดียมไฮโปคลอไรท์เป็นสารระเหยที่ลอยอยู่ในอากาศได้จึงต้องรีบออกมาจากสถานที่เกิดเหตุนั้นโดยไว  แต่ก็ต้องไม่ตระหนกจนเกินไปเพราะในความสับสนนั้นอาจทำให้เกิดการฟุ้งกระจายของสารนั้นมากยิ่งขึ้นได้ 3.ให้ดูพิษ  ถ้าเราทราบแหล่งที่มาของสารพิษนั้นด้วยได้จะดีเพราะเป็นข้อมูลที่บอกชนิดของพิษนั้นได้ว่าจะทำอันตรายกับอวัยวะใดของเราบ้าง  การมีตัวอย่างสารพิษหรือมีข้อมูลโรงงานผลิตจะช่วยคุณหมอในการดูแลรักษาเบื้องต้นได้มาก

4.ไล่ตามปิด เมื่อทราบชนิดของพิษแล้วก็จะรู้ว่าอวัยวะที่เป็นเป้าใหญ่คืออะไร  ให้มาพุ่งเป้าที่ส่วนนั้นๆเช่น ไฮโปคลอไรท์จะทำให้เยื่อบุตาอักเสบ คอเจ็บก็หาอุปกรณ์มาปิดตาปิดปากส่วนที่เสี่ยงเอาไว้  หรืออย่างโทลูอีนก็เป็นสารที่ระเหยได้หรือเป็นของเหลวให้สัมผัสได้ก็ต้องหาเสื้อกันสารเคมีชนิดที่มิดชิดมิดเม้นจะได้เลี่ยงสัมผัสเราง่าย 5.ทิศทางลม  ใช้ได้กับสารระเหยที่เป็นเคมีลอยล่องอยู่ในอากาศรอบตัว  โดยปกติถ้าเป็นก๊าซจะอยู่ได้ไกลถึง 600 เมตรในที่ลมสงบ  แต่ถ้าลมแรงก็จะลอยไปไกลกว่านั้นมาก  หากรู้ทิศแล้วจะได้หลบไว้ไม่ไปอยู่ใต้ลม  เพราะเคมีบางชนิดก็เป็นก๊าซหนักจะลอยลงไปปกคลุมคนที่นอนอยู่ได้เช่นกรณียูเนียนคาร์ไบด์ที่อินเดีย

6.ผสมน้ำ(Decontamination)  การปฐมพยาบาลด้วยน้ำสะอาดยังเป็นสิ่งที่ใช้ได้อยู่เสมอ  หากแสบหูแสบตามากให้ล้างด้วยน้ำสะอาดหลายๆน้ำหรือเปิดน้ำก๊อกให้ไหลผ่าน  ถ้าเปื้อนตามตัวให้ถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนนั้นออกแล้วล้างน้ำให้มากเข้าไว้  จะช่วยให้ไม่ต้องเสี่ยงต่อการสัมผัสเคมีพิษซ้ำสอง 7.ไม่ซ้ำอาเจียน  สำหรับท่านที่เผลอกลืนเข้าไป การให้อาเจียนไม่ใช่ทางแก้ที่ดีนักเพราะความตกใจอยู่แล้วอาจทำให้สำลักลงปอดยิ่งพาให้สารนั้นเข้าปนเปื้อนในตัวเราหนักขึ้นถึงขั้นปอดอักเสบ  หรือถ้าไม่สำลักสารก็มักขึ้นมาในหลอดอาหารอีกครั้งทำอันตรายขึ้นมาได้ซ้ำสองอีกครั้งหนึ่งได้

8.พบแพทย์  เมื่อแก้เบื้องต้นแล้วให้รีบไปพบแพทย์ด้านพิษวิทยาเพราะจะเป็นผู้เชี่ยวชาญอาการพิษจากเคมีทั้งหลาย  เมื่อไปหาแล้วให้ข้อมูลท่านละเอียดก็จะบอกได้ถึงชนิดของพิษนั้นและวิธีแก้หรือการส่งต่อไปพบแพทย์เฉพาะทางในแต่ละด้าน อย่างไรก็ตามสารพิษหลายชนิดทั้ง โซเดียม ไฮโปคลอไรท์หรือ โทลูอีน ก็ไม่ได้มียาต้านพิษ(Antidote)เฉพาะ  แพทย์ก็ใช้การรักษาแบบประคับประคองไปเหมือนกับเรา  ดังนั้นการจะหายหรือแย่จึงอยู่แค่ความแม่นของผู้ที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าตรงนั้นเท่านั้นเอง

 

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่