
ความเป็นจริงที่มัสยิดกรือเซะ
โดย...อนุศาสน์ สุวรรณมงคล
โดย...อนุศาสน์ สุวรรณมงคล
มัสยิดกรือเซะ เป็นศาสนสถานสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 22 ในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีประวัติความเป็นมาที่เล่าต่อกันมาจนกลายเป็นตำนานเรื่องหนึ่งของเมืองปัตตานี ที่ใครต่อใครมักจะนำมากล่าวขานสืบสานต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนความเป็นมาที่แท้จริงจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องทางประวัติศาสตร์ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นที่ยอมรับก็คือ สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่ทรงคุณค่าทั้งด้านประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมประจำถิ่นที่ ด้วยเหตุที่มัสยิดกรือเซะเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของเมืองปัตตานีนี่เอง มัสยิดกรือเซะจึงกลายมาเป็นสาธารณสมบัติที่ทั้งชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมมีความรู้สึกหวงแหนร่วมกัน
แต่เมื่อมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นในเขต “มัสยิดกรือเซะ” มัสยิดกรือเซะที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นเมืองปัตตานี ก็กลับกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุนแรง เป็นเครื่องหมายแห่งความสูญเสียในหลายๆ ด้าน เสียโอกาส เสียความรู้สึก และที่สำคัญที่สุดคือ สูญเสียความเป็นเอกภาพของชาวปัตตานีที่เคยยิ้มให้กัน ความภาคภูมิใจในความเป็นอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขบนความหลากหลายของวัฒนธรรม เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้หลายคนมองเห็นถึงความขัดแย้งที่ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อ ตามติดมาจนถึงทุกวันนี้โดยไม่มีใครก้าวข้ามให้ผ่านพ้นเหตุการณ์นั้นไปได้
ในวันที่ 28 เม.ย. 2547 ความรุนแรงเกิดขึ้นไล่เลี่ยกันถึง 11 จุด แต่ที่มัสยิดกรือเซะ ต.ตันหยงลูโละ อ.เมืองปัตตานี กลับถูกกล่าวขานมากที่สุด เพราะได้มีผู้ก่อความไม่สงบจำนวนหนึ่งบุกเข้าโจมตีจุดตรวจของทหาร ตำรวจ แล้วหลบหนีเข้าไปในมัสยิดกรือเซะ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงกับจุดตรวจดังกล่าว เจ้าหน้าที่ของรัฐได้พยายามติดตามจับกุมผู้ก่อความไม่สงบที่หลบหนีเข้าไปในมัสยิดกรือเซะ โดยทำการปิดล้อมและกระทำทุกวิถีทาง แต่มายุติลงด้วยความสูญเสีย โดยมีผู้ก่อความไม่สงบเสียชีวิต 32 คน เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 2 นาย มัสยิดกรือเซะซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ที่จูงใจให้ใครต่อใครเข้ามาศึกษา ก็กลับกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุนแรง เป็นชนวนเหตุที่ฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบใช้เป็นเครื่องมือในการชักจูงเยาวชน เป็นปัจจัยแห่งการรวบรวมแนวร่วมเพื่อต่อสู้กับภาครัฐไปในที่สุด ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าทางภาครัฐไม่สามารถจะชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวบ้านกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้กระจ่างแจ้งได้ เมื่อไม่มีคำตอบ คำถามก็จะเพิ่มมากข้อขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่มีคำถามแต่รัฐไม่มีคำตอบ ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงกันข้ามสบโอกาสที่จะให้คำตอบในทุกคำถามที่ชาวบ้านอยากรู้
นี่คือความผิดพลาดที่รัฐจะต้องย้อนกลับไปดู การสังหารผู้ก่อความไม่สงบได้ทั้งหมดจึงไม่ใช่ชัยชนะ แต่เกือบจะเป็นความพ่ายแพ้เสียด้วยซ้ำ การที่ภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องอย่างสื่อมวลชน นำเสนอวันที่เป็นสัญลักษณ์ออกสู่สังคมทุกปี แทนที่จะทำให้สังคมลืมเหตุการณ์นั้นเสีย กลับเป็นการปลุกกระแสขึ้นมาใหม่ ทั้งที่บางครั้งบางเรื่องบางเหตุการณ์ชาวบ้านโดยเฉพาะชาวมุสลิมซึ่งเชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดการของพระเจ้า กำลังจะลืมเลือนไปตามวันเวลา แต่เมื่อทางภาครัฐกลับป่าวประกาศให้วันที่เป็นสัญลักษณ์ เป็นวันที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษผ่านสื่อครั้งแล้วครั้งเล่า จะกลายเป็นดาบสองคมด้ามหักที่พร้อมจะบาดมือผู้ถือ คือ ภาครัฐและผู้ได้รับผลกระทบได้ในทุกเวลา
ความจริงแล้วการเฝ้าระวังการก่อเหตุ หน่วยงานที่รับผิดชอบก็สามารถกระทำไปได้ตามปกติ โดยไม่ต้องป่าวประกาศให้สังคมรับรู้รับทราบ เพียงแต่รับทราบกันเฉพาะหน่วยงานด้านความมั่นคงก็น่าจะเพียงพอ เพราะเท่าที่สังเกตความรุนแรงที่เกิดขึ้นก็ไม่มีเหตุการณ์ใดที่บ่งบอกว่าเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะหรือเหตุการณ์ที่ตากใบ แต่ภาครัฐต่างหากที่พยายามเชื่อมโยงให้เป็นเรื่องเดียวกัน จากการพูดคุยกับคนในพื้นที่โดยเฉพาะในเขต ต.ตันหยงลูโละ ทุกคนไม่อยากจะให้นำเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาพูดถึงอีก เพราะจะกลายเป็นการเติมเชื้อเพลิงให้กับกองไฟที่กำลังจะมอดดับให้ลุกโชนขึ้นมาใหม่
สังคมจะก้าวข้ามเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2547 ไปได้อย่างไร ในเมื่อข้อเท็จจริงที่เป็นที่ยอมรับยังไม่ปรากฏ ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในทุกวันนี้ จะต้องยอมรับในข้อเท็จจริงที่ว่า ความจริงในส่วนที่เป็นของประชาชนและความจริงของหน่วยงานของภาครัฐ ยังเป็นความจริงที่ต่างกัน เป็นข้อเท็จจริงคนละชุด การที่จะปลดล็อกเงื่อนไขของวันที่ 28 เม.ย. 2547 ให้ได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความจริงของทั้งสองฝ่ายใกล้เคียงกันที่สุด และแต่ละฝ่ายทั้งภาครัฐและประชาชนจะต้องให้การยอมรับร่วมกันในความจริงที่ปรากฏ หากความจริงข้อนี้ยังไม่ปรากฏ สิ่งที่จะต้องทำต่อก็คือ ทั้งภาคประชาชนและภาครัฐต้องร่วมกันค้นหาความจริงและทำความจริงให้ปรากฏ ถึงแม้ว่าการค้นหาข้อเท็จจริงเคยมีการแต่งตั้งกรรมการมาแล้วในยุคสมัยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งการแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระไต่สวนข้อเท็จจริงในครั้งนั้นได้มีการสรุปว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่มัสยิดกรือเซะนั้น เจ้าหน้าที่รัฐทำเกินกว่าเหตุ แต่อัยการทำความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ก็เหมือนกับว่าไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน จึงสร้างความคลุมเครือให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบ ว่าบุคคลในครอบครัวของพวกเขากระทำผิดจริงหรือไม่อย่างไร จะหาหลักฐานอะไรมายืนยันเพื่อลบล้างข้อกล่าวหาของสังคม กระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมาจึงยังไม่ตอบข้อกังขาของสังคมให้กระจ่าง คำถามเหล่านี้จึงค้างคาใจมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2555 เกี่ยวกับการเยียวยาให้กับผู้ชุมนุมทางการเมือง ได้เปิดทางให้มีการเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2555 อนุมัติงบประมาณเพื่อให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับความสูญเสียและได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยจำนวนเงินถึง 2,080 ล้านบาท การจ่ายเงินเยียวยาในครั้งนี้ครอบคลุมทั้งผู้ที่ถูกกระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ก่อเหตุรุนแรงที่เป็นเหตุการณ์เฉพาะกรณี เหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2547 ที่มัสยิดกรือเซะ อ.เมือง จ.ปัตตานี และเหตุการณ์อื่นๆ ในวันเดียวกัน ก็จะเข้าข่ายผู้ที่จะได้รับช่วยเหลือเยียวยาตามเงื่อนไข
การเยียวยาด้วยจำนวนเงินถึง 7.75 ล้านบาท สำหรับครอบครัวผู้เสียชีวิต ถึงแม้ว่าจะเกิดขึ้นภายหลังจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2555 ก็เป็นส่วนหนึ่งของการคืนความยุติธรรมให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในวันที่ 28 เม.ย. 2547 สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้รัฐบาลจะต้องพิจารณาให้การเยียวยาอย่างรอบคอบ และใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมาในภายหลัง เพราะด้วยความละเอียดอ่อนและความสลับซับซ้อนของเหตุการณ์ รัฐจะต้องแยกให้ได้ว่าใครเป็นผู้กระทำ ใครเป็นผู้ถูกกระทำ และใครคือผู้ได้รับผลกระทบ รัฐจะต้องยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม และจะต้องมั่นใจด้วยว่าการเยียวยาในครั้งนี้จะไม่เป็นการสร้างเงื่อนไขใหม่ และไม่สร้างความแตกแยกในกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ
การเยียวยาเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2547 ด้วยตัวเงิน อาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่การหาข้อสรุปที่ทุกฝ่ายยอมรับและรับได้เพื่อทำความจริงให้ปรากฏโดยปราศจากเงื่อนไขต่างหาก ที่จะนำไปสู่การปิดฉากประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดและขมขื่นให้สงบลงได้อย่างแท้จริง ดังนั้นนอกเหนือจากการเยียวยาแล้ว รัฐบาลจะต้องทำความจริงให้ปรากฏต่อสาธารณชน ต่อสังคมว่า มูลเหตุความไม่สงบนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ใครถูกใครผิด เพื่อให้ทุกคนได้คลายกังวล ไม่ต้องวิตกหรือต้องระมัดระวังต่อไปว่าอะไรจะเกิดขึ้นอีกเมื่อวันที่ 28 เม.ย.ของทุกปีนั้นมาถึง
หาเถิดครับ “ความจริงที่เขาพอใจ” เพราะนั่นคือสายใยแห่งความปรองดองที่แท้จริง







